第十三章:ひとまずお疲れ様

第十三章:ひとまずお疲れ様

เผลอแปปเดียวก็หมดเทอมอีกแล้ววว วันเวลานี่มันผ่านไปเร็วจนน่ากลัวเลยจริง ๆ แงงงงแน่นอนเวลาผ่านไปก็ทำให้สิ่งต่างๆ ที่เราเคยจำได้เลือนลางหายไปด้วย แต่เพราะบางครั้งเราก็ไม่อยากลืมอ่ะเนอะ ก็เลยเกิดการจดบันทึกขึ้น เพื่อกลับมาอ่านได้

โอเค อารัมภบทประมาณนี้ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ดังนั้น บทความนี้จะเป็นบทความสรุปสิ่งที่ได้รับจาก APP JP LING เป็นเวลาหนึ่งเทอมจ้าาาา ปรบมื้ออ
ด้วยว่าเนื้อหาในวิชานี้มันมีเป็นหลายส่วน เราก็จะพูดไปทีละส่วนด้วยจ้า จะมีอะไรบ้างไปดูกันเล้ยยย

1.課題
หรือ Task ของวิชานี้มีทั้งหมด 5 ครั้ง
คือ 魅力的な自己紹介、手際の良い説明、目に浮かぶ描写、いい聞き手   และ 空想作文

ไม่ว่าอันไหนก็ท้าทายความสามารถของผู้เรียนมากจริงๆ เอาจริงๆก็คือชอบทุกอัน เพราะแต่ละอันมีวัตถุประสงค์ต่างกันไป แต่ก็คงต้องบอกว่าชอบ 空想作文 ที่สุดเพราะได้ระเบิดความคิดสร้างสรรค์แบบนอกกรอบสุด ๆ (ชมแล้วชมอีก) ตอนที่ได้อ่านของทุกคนมันก็เหมือนเราได้อ่านคนๆนั้นมากขึ้นจากสไตล์การเขียนหรือเรื่องของเขา สนุกมากตอนที่นั่งอ่านๆแล้วมาคอยคิดว่า ‘เรื่องนี้ต้องของคนนี้แน่ๆ’
課題 อื่นๆ ก็มีความจ้อจี้ตรงที่มันไปเหมือนเนื้อหาในวิชา JP CON ซัก 70% อย่างไม่ได้นัดหมาย ซึ่งข้อดีคือเหมือนเราได้ทบทวนสิ่งที่เรียนในวิชาที่แล้วอีกครั้งในอีกวิชา แต่ก็นั่นแหละ อาจจะเพราะเราขี้เบื่อเป็นทุนเดิม ทำให้อินกับ 空想作文 ที่สุด เพราะมันแปลกใหม่

สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จากทุก 課題 ของวิชานี้คือ การได้กลับมาดูตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ของวิชานี้แต่แรกแล้ว และมันทำให้ตัวเราเองได้เห็นความสำคัญของการหันหลังกลับมาทบทวนมากขึ้น ที่ชัดเจนที่สุดสำคัญเราก็คือ เราสังเกตและหาจุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่จะตามมาคือเราจะสามารถวางแผนการพัฒนาจุดอ่อนของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น แน่นอนไม่ว่าจะกับภาษาไหนก็ตาม

2. 言語現象
ในวิชานี้ก็พูดถึงปรากฎการณ์น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น 受け身、予測文法、言葉の順番、は と が、のだ、ん、敬語

ซึ่ง ว้าวว มันดูเป็นเรื่องที่เรียนผ่านมาหมดแล้ว ทำไมยังต้องมา discuss กันอีก แต่พอเอาเข้าจริง แต่ละครั้งๆก็เป็นการพูดคุยที่สนุกเหลือเกิน ด้านมุมของปรากฎการณ์ต่างๆที่เเคยคิดว่าเห็นมาหมดแล้ว ก็ยังมีด้านที่ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนโผล่ขึ้นมาให้เห็นอีก

สำหรับเรา เนื้อหาในส่วนนี้่เป็นเนื้อหาส่วนที่กระตุ้น 好奇心 มากทีเดียว มันเลยทำให้เกิดการลองหาข้อมูลเองเพิ่มเติมอย่างเรื่อง 格助詞 ที่เคยเขียนไปด้วย ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกและสนุกดี หวาวววและที่ประทับใจเนื้อหาส่วนนี้สุดๆ คือ ทำให้รู้ว่า ภาษามันลึกซึ้งมากจริงๆ มันคืออารยธรรมที่มีอายุเกือบเทียบเท่าประวัติของมนุษย์ที่ทรงคุณค่า (เว่อๆ) ไม่งั้นทำไมทุกวันนี้ยังมีงานวิจัยใหม่ๆเกิดขึ้นเรื่อยๆกันล่ะะ เอ้ออ ถึงแม้ตัวเราจะยังไม่ใช่สาย Academic ที่สามารถสนุกกับงานวิจัยไปเรื่อยๆได้ อย่างมากก็ เอ่อ…หาข้อมูลเองเพิ่มเล็กน้อย (ขอโทฦษที่ฉันขี้เกียจ แฮะๆ) แต่ในใจตอนนี้ลึกๆ เราก็หวังว่าสักวันเราจะมีผลงานอะไรแบบนี้ของตัวเองสักชิ้น (จริงๆ นะ)

3.内容(仮説)
โหยยยย เนื้อหาส่วนนี้ก็สนุกมากกกก คือเรียนแล้วก็ประทับใจว่าบนโลกนี้ก็มีคนที่จริงจังกับภาษาศาสตร์มากอยู่เยอะเลย (แต่จุฬาก็ยังไม่มีเอกภาษาศาสตร์) สารภาพตามตรงว่าจำชื่อคนไม่เก่งถ้าไม่จำเป็น ดังนั้นจำไม่ได้หรอกนะ ว่าใครสร้างทฤษฎีอะไรบ้าง แต่ก็อยากชดเชยด้วยการบอกว่า เรานำทฤษฎีต่างๆของพวกท่านไปใช้ในการสอนจริงๆ มาเกือบหมดเลยนะะะ ไม่ว่าจะ i+1、アウトプット仮説、気づき แล้วที่น่าประทับใจที่สุดคือ เราเห็นพัฒนาการของน้องที่เราสอนอยู่จริงๆ หลังจากประยุกต์สิ่งเหล่านี้มาใช้ คือน้องตอบได้มากขึ้น ดูมีหลักการจำสำหรับตัวเองมากขึ้น มีความกระตือรือล้นในการเรียนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ทีดีมากสำหรับการลองเป็นผู้สอนเลย

อีกทั้งทฤษฎีเหล่านี้ก็ทำให้เรา(ในฐานะผู้เรียนภาษาที่สอง) เข้าใจว่าต้องทำยังไงถึงจะซึมซับได้เร็วขึ้นในเวลาเท่าเดิม ก็ตั้งใจจะจำให้ขึ้นไปและเอาไปใช้ในการเรียนภาษาต่างประเทศอื่นๆต่อไปด้วย เย่ะะ

อ๋อใช่ เดี๋ยวปลายเดือนพฤษภาคมนี้ อักษรฯจะมีค่ายสอนที่สุพรรณบุรี ซึ่งเราก็ติดสอบห้อยส่งไปสอนภาษาไทยน้อง ป.5 ด้วยย ก็เข้าใจว่าทฤษฎีต่างๆมันมีสำหรับ SLA แต่เราก็เชื่อว่าอย่าง 気づき、i+1 ไรงี้มันสามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมได้ ณ ตอนนี้ก็ตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในสนามจริงซึ่งคราวนี้กับเด็กเกือบ 20คนพร้อมกัน (อีกใจก็แอบกลัวจะทำได้ไม่ดี แงงงง) ยังไงจะมาอัพเดทให้อ่านกันอีกทีนะครับบบ

ってわけで、まとめていうと

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่รู้ว่าจะเลือกให้ใครเป็นพระเอกหรือเนื้อหาชูโรงของ APP JP LING ดีเลย ทั้ง 3ด้าน ที่เห็นชัดที่สุดจากวิชานี้มันทำให้เราเติบโตในทิศทางที่แตกต่างกันอ่ะ แต่ก็เป็นการเติบโตที่เริ่ดทุกด้านเลย ไม่ว่าจะ 仮説 ที่ทำให้เรารู้ How To Acquire ภาษาที่สอง、現象 ที่จุดไฟทางการศึกษาให้เราอยากค้นคว้าข้อมูลเองเพิ่มเติม และ 課題 ที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนปัจจุบันของตัวเราเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ

ณ ตอนนี้ใจนึงก็คิดว่าควรจะพัฒนาทั้ง 3ด้านนี้ต่อไปพร้อมๆกันให้มันบาลานส์ แต่อีกใจก็บอกว่าชอบด้านไหนที่สุดก็พุ่งเน้นไปด้านนั้นเลยดีกว่า โหห นั่นสิยังไงกันนะ จริงอยู่ว่าเราชอบวิชานี้เพราะชอบภาษาและภาษาศาสตร์เป็นทุนเดิม แต่จะเรียนไปลึกกว่านี้ดีจะจริงๆมั้ยนะ หรือจะฝึกเรื่องการสอนให้ดีขึ้นแล้วเอาดีด้านการสอนไปเลยก็ดูเลี้ยงตัวได้อยู่ ยังไงดีนะ
เนี่ย ตรงนี้เป็นจุดที่เรายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ตอนต้นเทอมที่อาจารย์บอกให้ลองตั้ง目的 ของการเขียน Blog หรือ 目標 หวังจากจบวิชานี้เหมือนกัน

คือ มันไม่มีอ่ะ ไม่ได้หมายถึงไม่คาดหวังอะไรจากวิชาต่างๆในเอกนะ แต่คือได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็แฮปปี้แล้วอ่ะ แบบฉันก็เป็นฉันที่ยังสนุกกับการได้เรียนภาษาที่ฉันรัก ได้รู้เรื่องใหม่ต่างๆไปเรื่อยๆอ่ะ ส่วนตัวไม่เคยคิดว่าต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อเอาไปหางาน แต่ถ้าเรียนจบไป งานที่ทำมันจะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นด้วยก็ถือว่าไม่เลว
แงงง เอาเถอะ ปล่อยมันเป็นเรื่องของปี4 และอนาคตละกัน ตัวเราในตอนนี้ก็ทำตอนนี้ให้เต็มที่ก็พอดีกว่า

ดังนั้นถ้าวิชานี้จะมีตำแหน่งพระเอก ก็ขอยกให้อาจารย์ละกัน
เย่ แปะๆๆๆๆๆ

เพราะการที่ตัวเราได้เรียนรู้และตกตะกอนได้ขนาดนี้ ส่วนนึงก็ต้องบอกว่าเพราะ การดีไซน์การสอนของอาจารย์ด้วยเนอะ คาดว่าเพื่อนๆทุกคนก็คงคิดเหมือนกัน (ไม่งั้นคงไม่ชมวิชานี้มาตลอดหนึ่งเทอม)
พร้อมกันนี้ ก็ขอปรบมือให้ตัวเอง、ทุกๆคน และ ยะมะดะซังด้วยที่อยู่ด้วยกันมาจนจบเทอม วิชานี้เป็นวิชาในเอกที่อบอุ่นและสนุกสนานที่สุดเท่าที่ผ่านมาา และมันเป็นบรรยากาศแบบนี้ได้เพราะทุกคนเลยนะะ แงงง ย้อนกลับมาอ่านอีก ต้องร้องไห้แน่เลยเนี่ยยยย

แต่ก็นั่นแหละเนอะ เราอยากจารึกความรู้สึกประทับใจนี้ไว้ ก็เลยเขียนบันทึกนี่น่าา ตอนที่ย้อนกลับมาอ่านความรู้สึกเหล่านี้ ไม่น่าจะซึ้ง จะเขิน จะคิดว่าตอนนั้นเขียนไปได้ยังไงวะ แต่มันก็เป็นความรู้สึกจริงๆ ณ ตอนที่เขียนที่เราถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรจริงๆ รวมทั้งบทความก่อนๆ ที่เราพยายามตกตะกอนความรู้ที่ได้จากวิชานี้ออกมาให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองและคนอื่นต่อไป

เอาล่ะ หน้าที่ของ カントー日記 ในวิชา APPLIED JAPANESE LINGUISTICS ก็คงจะหมดลงตรงนี้ แต่ต่อจากนี้ก็คาดหวังเป้นอย่างยิ่งว่าจะได้ใช้ 日記 นี้เป็นตัวจดบันทึกพัฒนาการหรือเรื่องน่าสนใจที่พบเจอมา ให้ทุกคนได้อ่านกันต่อไป ถ้าทุกท่าน ว่างๆเบื่อๆ ก็แวะเข้ามาเยี่ยมเยือนกันได้เฉกเช่นปกตินะขอรับ

いつでもおいでやす

สุดท้ายนี้ (จริงๆละ) ขอมอบคำนี้ให้กับทุกท่านที่เดินทางร่วมกันมาจนถึงตรงนี้
せー、のっ!

お疲れ様でした

5月15日
カントー

第十二章:「祇園祭りに隠れた秘密」

第十二章:「祇園祭りに隠れた秘密」

ฮั่นแน่~~~ อัพรวดเดียว 2 บทความแบบนี้รู้เลยนะครับว่าขี้เกียจอ่าน THAI PRO WRIT ขนาดไหนน
โอเคเรายังคงอยู่กับ 空想作文 เนอะะ ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว (第十一章:空想作文から学んだこと) ที่เราได้พูดถึง ทำยังไง ให้งานเขียนมันออกมาสนุก และตัวเราในตอนนี้ยังขาดอะไรอยู่บ้าง คราวนี้เราจะมาเน้นที่ 反省会 ของ 作文 ที่เขียนไปเหมือนทุกครั้งกันจ้าาา

ช่วงเกริ่นก่อนเข้าเนื้อหา

ครั้งนี้เราเลือก 祇園祭り มาเป็นธีมในการเขียน ซึ่งหลายคนอาจจะเพิ่งเคยได้ยินเทศกาลนี้เราเลยจะมาพูดถึงเจ้าเทศกาลนี้กันเล็กน้อย (ขายของ ๆ )

祇園祭り เป็น 1 ใน 3เทศกาลใหญ่ประจำปีของญี่ปุ่น จัดขึ้นช่วงเดือน 7 ในเกียวโต จุดเริ่มต้นคือในสมัยเฮอันมีคนตายเพราะโรคระบาดเยอะมาก ทั้งนี้คนในสมัยนั้นเชื่อว่าเป็นความพิโรธของพระเจ้าตามความเชื่อชินโต รวมถึงวิญญาณขุนนาง คนใหญ่คนโตต่างๆที่ถูกหักหลังตามมาเอาคืน จึงได้มีการจัด 祭り ขึ้นเพื่อบรรเทาความพิโรธของพระเจ้าเหล่านั้น
ซึ่งพอทำมาทุกปีๆ ก็เลยกลายมาเป็น 特徴 หนึ่งของฤดูร้อนของเกียวโต ซึ่งก็คือ 祇園祭り นั่นเองง
ในเรื่องยังเรามีการพูดถึง 山鉾やまほこ ด้วยมันคือคล้ายๆแท่นให้คน (ที่จะประกอบพิธีทางศาสนามั้ง) ขึ้นไปยืน แล้วก็มีการเดินแห่ไปรอบ ๆ ซึ่งในวันเทศกาลมันจะมี 山鉾 เยอะแยะมากมายให้เราได้เดินชม ถ่ายรูปหรือลองขึ้นไปยืนข้างบน

祇園祭 ก็คือปิดถนน 四条 จัดเลยจ้าา ยิ่งใหญ่สุดในรอบปี
山鉾 จะอารมณ์ประมาณนี้

興味のある方はぜひ京都へおいでやす~

เอาล่ะ ขายของแต่พองาม กลับเข้าเรื่อง ๆ

ไม่รู้ว่าเพราะเลือกธีมเป็น 祇園祭 เลยทำให้ตอนแรกเกิดปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติอาจารย์เข้าใจผิดว่าเราส่งเรื่องเดิมไปรึเปล่า แต่ด้วยผลบุญที่สั่งสมมา จึงสามารถส่ง 空想作文 ที่แท้ทรูให้ทุกคนอ่านได้ (แงงงงงง ตลกมาก) เอาล่ะ เรามาดู feedback ในครั้งนี้กันเลยดีกว่า เป็นรูปแบบแปะลิ้งก์เหมือนเดิมละกันนะ จะได้ไม่รกตาเกินไป

https://docs.google.com/document/d/1UfdinPX8IbhOKE_E7Xb_iNMl_VCadRW1ZJBI45syI34/edit#
ครั้งนี้เรามีการลอก format จาก Blog น้องอาร์ทมาใช้ด้วย นั่นก็คือใช้สีหลายๆสีในการเน้น feedback นั่นเอง (แฮะ ๆ อย่าฟ้องเอาค่าลิขสิทธิ์เราเลยนะ เราไม่มีจ่ายหรอก)

ขอเริ่มที่ สีส้ม ก่อน
ก็คือ มันต้องแก้เป็น「だ刑」ให้หมด เพราะมันเป็นงานเขียน จริงๆมันคือผิดโง่ๆ ที่โดนแก้มาตั้งแต่ใน JP WRIT (ฮา) แต่จริงๆเรามีเหตุผลที่เขียนเป็น ですーます ไปนะ คือเราอยากให้ตัวเอก (大輔) มาเล่าเรื่องให้ฟังว่าปีที่แล้วเจออะไรมา ก็เลยใช้ です ไปในตอนแรก แต่ดูเหมือนจะทะเลาะกับตัวเองไม่จบดี เลยกลายเป็นว่า Format ไม่นิ่ง มีใช้ だーですผสมมั่วไปหมด แฮะ ๆ คราวหน้าต้องวาง Setting ตรงนี้ให้ดีกว่านี้ด้วย

ต่อมา สีน้ำเงิน
可愛さ → 可愛らしさ อันนี้ยะมะดะซังเขาคอมเม้นมาว่าก็ไม่ได้ผิด แต่ 可愛らしさ มันเป็นธรรมชาติกว่า อือออออ โอเคเรื่อง เซ้นส์ของคำแบบนี้ 母語話者 ว่าไงก็ว่าตามเลยละกัน

สุดท้าย สีแดง คือผิดเล็กผิดน้อยเช่นทุกครั้ง
1. 集合して → あって: เพราะกริยา 集合する จะใช้ได้ต่อเมื่อมากกว่า 2คนขึ้นไป (ว้าววว อันนี้น่าจะไม่เคยรู้มาก่อน จดๆๆ)
2. 行われた → 行われてきた:เพราะว่ามันมีความยาวนานของช่วงเวลา ดังนั้นเป็นแบบนี้จะดีกว่า
3. その時 → あの時:ผิด こーそーあ พื้น ๆ เลยจ้าาาา อันนี้คือ 2ฝ่ายรับรู้ context แล้ว ดังนั้นต้องเป็น あの เนอะ
4. ある → ある:ด้วยความสัตย์จริง สำหรับอันนี้เรารู้สึกว่าเออ มี ん แล้วมันดูดีขึ้น แต่เราไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมต้องมีอ่ะะ แงงงง (เดี๋ยวไปอ่าน Blog พี่อิงใหม่อีกทีแปรป)
5. 来たい → 来たくて来たん:อือออ ถ้าข้างหลังเราเป็นคำว่า じゃない มันก็ควรเป็นตามนี้อ่ะแหละนะ
6. 何千年前 → 千年以上:อันนี้เป็นเรื่อง fact ด้วย คือถ้าเป็น 何千年 มันจะหมายถึงหลายพันปี แต่ในความจริง 平安時代 มันพันปีกว่า ๆ เองดังนั้นใช้ 以上 ดีกว่า だって
7. 閉める → 入れる:อันนี้คือคิดกริยาไม่ออกเฉย ๆ เลย หรือตอนแต่งมันง่วงก็ไม่แน่ใจ (ฮา)
8.見回った → 見て回した:อันนี้ไม่แน่ใจแฮะว่าทำไม 見て มันธรรมชาติกว่า อาจจะเพราะถ้าเป็น ~て มันเห็นความต่อเนื่องของการกระทำมากกว่า 複合動詞 รึป่าวนะ
9. 先 → さっき:ใช่จ้าา ความเบลอเล่นฉันอีกแล้ววว
10.それはおかしいことに → おかしいことに:ก็คือไม่ต้องมีเลยก็ได้
11.どうしたよ → どうしたのよ:อันนี้ก็เหมือนกัน คือเข้าใจนะว่าทำไมต้องมี ん จริง ๆ ก็คือแค่เบลอเองด้วย เลยไม่ได้ใส่ไป (แต่มันก็หมายความว่ายังไม่ 自動化 แหละเนอะ แย่จัง)

โหห ไม่รู้จะพูดยังไงกับตัวเองดีเลย
ขอมองในแง่ดีว่าเขียนตั้ง 3 หน้าแต่มีผิดแค่ 10กว่าจุดได้มั้ยนะ
แต่ก็รู้สึกเฟลนะ แต่ละจุดมันแบบ
เฮ้ย ฉันไม่ควรผิดอะไรแบบนี้แล้วววว
มีข้อที่ไม่รู้จริง ๆ แค่ 5 ข้อเองมั้ง
อีกครึ่งนีงนี่คือความสะเพร่าล้วน ๆ อีกแล้วอ่ะ
เหมือนยังไม่ได้โตจากตอนทำ リアリティのない作文 เท่าไรเลย ฮืออออ

ดังนั้นสำหรับ 反省会 เกี่ยวกับไวยกรณ์ครั้งนี้ หลัก ๆ ก็คือ

1. ควรจะใส่ใจเรื่อง ให้มากขึ้นจนมัน 自動化 ไปเลย ควรจะสังเกตประโยคที่ตัวเองแต่งมากขึ้น
2. อ่านให้แตก ให้ละเอียดกว่านี้ ควร QC งานตัวเองทุกครั้ง โอเคเป็นข้อผิดที่พบบ่อยสุดแหละไม่ว่าจะกับใคร แต่แบบมันไม่ควรให้มันมีข้อผิดพลาดชุ่ย ๆ แบบนี้ออกมาเยอะขนาดนี้ มันไม่โปรเลยอ่ะ ซึ่งเราอยากเป็นคนที่ไปยืนในจุดนั้นได้ ดังนั้น 肝に銘じろう!ต้องรีเช็คทุกครั้งงง

เฮ้อออ เหนื่อยกับตัวเองจัง โอเค หายใจเข้าลึก ๆ
ต่อไปจะขอลอง 批判評価 งานของตัวเองดูบ้าง

สิ่งที่กลัวที่สุดตอนเขียนเรื่องนี้คือ คนอ่านไม่เข้าใจว่าอยากสื่ออะไร เพราะแบบ เราเพิ่งเคยเขียนเรื่องแนวน่ากลัว ๆ ปนเศร้าเนอะ แล้วเราคิดว่าเรื่องแนวนี้ มันจะสมบูรณ์ที่จุดเฉลยอ่ะ ซึ่งตามความชอบของเรา เราอยากให้มันเป็นประโยค ๆ เดียว ให้ผู้อ่านอ่านแล้วแบบ เฮ้ยย ขนลุก ไรงี้ ซึ่งการที่จะไปถึงตรงนั้นได้ มันต้องปูเรื่องให้ดี ให้ไม่มีช่องโหว่ ให้สมเหตุสมผล (ในแบบของมัน) ทีนี้มันเลยแอบยากสำหรับเรา เพราะเราก็ไม่อยากเขียนให้ยาวมาก เพราะมันหลุดโจทย์ที่ได้รับด้วย สุดท้ายก็เลยออกมาตามที่ทุกคนได้เห็น ก็ครั้งหน้าอาจจะต้องลด Setting ลงให้เหมาะกับความยาวของงาน
แล้วก็ ๆ อยากได้คอมเม้นจากทุกคนจังเลยย ใครใจดี น่ารัก ๆ อ่านมาถึงตรงนี้ ก็รบกวนด้วยนะ คอมเม้นอะไรก็ได้ ด่าก็ได้ อยากได้หมด จะได้รู้ว่ายังไม่ดียังไงบ้าง แงงงง

แต่สำหรับโดยภาพรวม ไม่นับ feedback จากผู้อ่าน

เราพอใจกับงานของเราครั้งนี้นะ เรียกว่าภูมิใจเลยแหละ เพราะเรารู้สึกว่าเราทุ่มเวลา (คาบ JP READ) เพื่อสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาจริง ๆ คิดธีมและแนวเรื่อง คิดความสัมพันธ์ตัวละคร คิดฉากจบให้คนอ่านรู้สึกสนุก (ทำได้จริงรึป่าวเป็นอีกเรื่องนึง) ไม่ว่าสุดท้ายจะยังมีข้อที่ต้องปรับอีกเยอะ แต่ก็ภูมิใจอ่ะะ เฮ้ย ฉันสร้างเรื่องสั้นด้วยภาษาญี่ปุ่นได้แล้วนะเว้ยย แล้วต่อจากนี้ไปฉันก็จะแต่งให้สนุกมากขึ้นไปกว่านี้ด้วย สำหรับตอนนี้มันจะมีอะไรน่าตื่นเต้นและน่าดีใจไปกว่านี้กัน

บ้าเอ้ย เลยกลายเป็นว่ายิ่งพูดก็ยิ่งชอบวิชานี้ที่เน้นให้เราย้อนกลับมาดูตัวเอง ได้เปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ เพื่อดูจุดที่เรายังทำได้ดีกว่านี้อีก พอ ๆ ๆ ทุกคนรับรู้แล้วว่าวิชา APP JP LING ดีงามขนาดไหน
ทำไงดีล่ะ เรื่องที่สรุปได้มันก็ไปอยู่ในบทความก่อนหน้าซะหมด ไม่รู้จะสรุปบทความนี้ยังไงเลยอ่ะ แงงงง

ก็เอาเป็นว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากจะเรียนเชิญให้ลองไปชม 祇園祭 กันนะครับบบ แฮะ ๆๆ

自分のミスに悔しながらも 前へ進め!

5月5日
カントー

第十一章:空想作文から学んだこと

第十一章:空想作文から学んだこと

เอาล่ะ เราหลีกหนีความจริงที่ชื่อว่า THAI PRO WRIT มาสู่การเขียน Blog ที่เรารักกันดีกว่า เย่ ๆ ๆ
課題 ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 และครั้งสุดท้ายของวิชาสุดรักของเราแล้ว ฮือออออ แต่เรียกได้ว่าเป็น 課題 สุดท้ายที่ปังสุด สนุกสุด ซึ่งนั่นก็คือ

การเขียนงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ หรือ 空想作文 นั่นเองงงง

คำสั่งก็คือตามชื่อเลยเนอะ ให้ใช้สิ่งที่เรียนรู้มาจาก リアリティのない作文 มาเขียน 空想作文 ในรอบนี้ ซึ่งคราวที่แล้ว อาจารย์ยังมี Story Outline ให้ไง แต่รอบนี้มาในคอนเซ็ป

あなたしかあなたの力になれないよ
หรือ
อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ
(มีความฝืนเล่นคำเป็นภาษาญี่ปุ่นเล็กน้อย แฮะๆ)

ก็คือคิดเองหมดเลย เราอยากให้ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ทำไม เรียกได้ว่าท้าทายขีดจำกัดทางไวยกรณ์และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างดีมากกก ซึ่งด้วยความที่เป็น 課題 ที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย (ถ้าไม่นับ ぐんぐん ใน JP WRIT) เราก็เลยลองจดปัญหาที่พบตอนเขียนไว้ตั้งแต่นู่นน 6 เมษาได้มั้ง อ่ะมีอะไรมั่งมาดูไปพร้อมกันเลยย

ปัญหาที่พบระหว่างเขียน (ทดไว้ตั้งแต่ช่วงหยุดวันจักรี)

1. การหลากคำ เพราะครั้งนี้เราก็อยากให้เรื่องเป็นอารมณ์ เล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวเองไปพลาง มีบทสนทนาไปพลาง เลยพบปัญหาคือ ไม่รู้จะเขียนบรรยายว่าตัวละครนี้พูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้ พร้อมกับทำอิริยาบทแบบนี้ไปพร้อมกันได้ยังไง สุดท้ายก็เลยเน้นใช้ ~て ながら ไปซะเยอะ ไม่แน่ใจว่าจะทำให้น่าเบื่อรึป่าว แงงง

2. เกริ่นเข้าเรื่อง ตอนแรกตอนเขียนอยากจะเริ่มที่บทสนทนาเลยมากๆเพราะรู้สึกว่าเท่ดี (แฮะๆ) แต่ก็อ่านเองแล้วก็คิดว่า ยังไงมันก็ควรจะมีคำบรรยายว่า มันคือเมื่อไรที่ไหนกับใคร สุดท้ายก็เลยเลือกเขียนบรรยายนิดหน่อยก่อนเข้าเรื่องจริงๆ ทุกคนอ่านแล้ว รู้สึกขัดๆมั้ยนะ

3. ความยาว เอาจริงๆ อยากเขียนยาวกว่านี้นะ แบบ รู้สึกว่าส่วนนี้มันต้องอธิบายยาวกว่านี้ไรงี้ แต่นี่ขนาดให้สั้นสุดๆแล้วก็ยัง 3 หน้า

4. おち โหห รอบนี้ถ้าพูดแบบมั่นหน้าก็คือ มั่นใจในส่วนนี้มากพอสมควร เพราะเราตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนเขียน リアリティのない作文 แล้วว่า จะทำ おち ให้ดีขึ้น แต่ก็ แฮะๆๆ ได้เท่านี้แหละนะ พอได้มั้ยนะะ

โอเคคค นั่นคือปัญหาทั้งหมดที่ตัวฉันในอดีตได้ทดไว้ ลองกลับมาอ่านอีกทีตอนนี้ก็จักจี้แปลก ๆ แต่ว่าก็ยังรู้สึกว่า 「その通りだなー」 อยู่จริง ๆ ไม่มีตรงนี้ที่ตอนนี้ก็คิดว่าไม่จริงเลย ซึ่งสำหรับตัวเราก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ มันน่าจะเป็นสัญญาณว่าเรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ขีดจำกัด รู้จุดอ่อนตัวเอง

และเมื่อเราได้ลองอ่านของทุกคนเมื่ออาทิตย์ก่อน (ซึ่งให้ตายสิ หลากรส หลากสไตล์มาก บ้าจริง รู้มั้ยจัดลำดับยากมากกกกก) มันก็ทำให้เราเห็นว่างานเขียนของเรายังขาดอะไร และถ้าใส่อะไรเพิ่มเข้าไปน่าจะดีขึ้น
จริง ๆ มีหลายสิ่งอย่างมากเลย แต่อันที่มันตกตะกอนไปถึงคำตอบว่าทำไมที่สุดก็คือ

Story Setting
จริง ๆ เราก็แอบเข้าข้างตัวเองนะว่า สำหรับงานรอบนี้ Setting เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ แต่พอได้อ่านเรื่องของพี่มายด์ (ซึ่งก็คืออ่านไป เขินไป บ้าเอ้ยย) ซึ่ง Detail ละเอียดสุด เราก็รู้สึกว่า เออมีรายละเอียดแล้วเรื่องมันสมจริงอ่ะ ดังนั้นถ้่าครั้งต่อ ๆ ไปเราอยากจะไล่ตามความสมจริงในงานเขียนมากขึ้นเราก็อาจจะใช้ตรงนี้มาเพิ่มในงานเขียนได้

เอาล่ะ ถึงช่วงสรุปประจำวัน

สำหรับ 空想作文 ในครั้งนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นอีกที่เราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ท้าทายความสามารถทางภาษา ท้าทายสมองตัวเอง เอาจริง ๆ มันก็เป็นความรู้สึกว่า เป็น 課題 ที่สามารถตัด 要素 ความเป็นภาษาญี่ปุ่น และให้เหลือเพียง “การเขียนงานเขียนเชิงสร้างสรรค์” ได้ เหมือนที่เราเคยรู้สึกกับเรื่อง 魅力的な自己紹介 นั่นแหละนะ แต่ก็พอได้ทำเป็นภาษาญี่ปุ่นมันก็เลยได้พัฒนาภาษาไปด้วยในตัว ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดีแหละเนอะ

ที่เขียนมานี่ไม่ได้จะบ่นว่า 課題 นี้ไม่สำคัญนะ กลับกันมันทำให้เราตระหนักว่า ถ้าเราอยากจะไปให้ถึงจุดที่พูดให้น่าสนใจได้ หรือเขียนให้คนอ่านสนุกได้เนี่ย แก่นของมันที่เราควรฝึกฝนคือ “ทำยังไง” ก่อนอ่ะ ส่วนถ้าเราจะพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น หรือ ภาษาใด ๆ นี่มันคือ ต่อจากนั้นเราจะ “ใช้อะไร” (ภาษาอะไร) เป็นสื่อกลางสื่อสารกับผู้รับสาร ที่รู้สึกแบบนี้เพราะว่า ตอนต้องทำสารคดีในวิชา THAI PRO WRIT เรารู้สึกแบบเดียวกับตอนเขียน 空想作文 นี้เลย แค่มันไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น

ซึ่งสำหรับบทความนี้เราก็ได้เน้นสรุปสิ่งที่เราควรทำเพื่อจะ 達成 ไปถึงจุดว่า “ทำยังไง” งานเขียนถึงจะออกมาสนุกแล้ว และความคาดหวัง ณ ตอนนี้คือ เราจะจำเอาสิ่งที่ได้จาก 空想作文 (ในแง่มุมว่าเขียนยังไงให้สนุก) นี้ไปใช้ในงานเขียนของเราต่อจากนี้ ก็เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสเขียนงานเขียนเชิงสร้างสรรค์อีก จะนำมาแปะให้ทุกคนได้อ่านใน カントー日記 นี้แล้วกันนะครับ
(สำหรับ feedback 空想作文 และ 反省会 ของการเขียนในครั้งนี้จะอยู่ในบทความต่อไปนะครับ 今後期待!)

ありがたや~ ありがたや~

5月5日
カントー

第十章:日本語の格ってこういうの

第十章:日本語の格ってこういうの

ก่อนที่จะเริ่มเข้าเนื้อหาหลักของบทความ ขอแอบประทับใจความขยันของตัวเองนิดนึงง ไม่น่าเชื่อว่าเขียนมาถึง 第十章 แล้วว

หวาววววว อย่างงี้ต้องฉลองด้วยยยยยย

เค้กสไตล์ใสๆ หวานๆคิ้วๆ

โอเค ปรบมือเปอะแปะๆ พอเป็นพิธีเสร็จละ กลับมาเข้าเรื่องของเรากัน

วันนี้เราก็จะยังอยู่กับเรื่อง หรือการกในภาษาญี่ปุ่นกันนะครับคุณผู้ชม คราวที่แล้วเราได้เกริ่นถึงระบบการกและบทบาทของมันในภาษาไปบ้างแล้ว
วันนี้เราจะมาลองทำความรู้จักกับทุกการกในภาษาญี่ปุ่นกันนอย่างคร่าวๆ

ถามว่าทำไมแค่คร่าวๆ เจาะละเอียดเลยไม่ดีหรอ
ตอบ ฉันมีความรู้มาเขียนแค่นี้จ้า แงงงงง (ประโยคนี้มีไว้ defend ตัวเองถ้ามีข้อผิดพลาด)

หากอ้างอิงจาก wikipedia แล้ว เราจะสามารถแบ่งการกในภาษาญี่ปุ่นได้เป็นทั้งสิ้น 7ชนิด (เยอะกว่าภาษารัสเซียอีกนะเนี่ย อ่านครั้งแรกนี่ตกใจเลย)
คื้ออออออออ

1.Nominative Case – 主格
แสดงว่าคำนามนั้นเป็น subject ของประโยค
ได้แก่ は が (แตกต่างกันยังไง ตามที่เราได้คุยกันในคาบเลย)
ตัวอย่าง 私の大学生です

2.Genitive Case – 属格
แสดงความ possessive ของคำนาม 
ได้แก่ の
ตัวอย่าง 姉は会社員です (ลองเทียบเป็นอังกฤษก็คือ My sister )

3.Dative Case – 与格
แสดง Indirect Object ในประโยค
ได้แก่ に
ตัวอย่าง 私はケーキをあげた

4.Accusative Case – 対格
แสดง Direct Object ในประโยค
ได้แก่ を
ตัวอย่าง 私は姉にケーキあげた

5.Lative Case / Locative Case – 処格
แสดงจุดมุ่งหมาย(destination ในการเดินทาง)ของประโยค
ได้แก่ へ に
ตัวอย่าง 私は京都行きます

6.Ablative Case – 奪格
แสดงสถานที่ที่จากมา(source) ของประโยค
ได้แก่ から
ตัวอย่าง 私はタイから来ました 

7.Instrumental Case – 具格
แสดงการใช้คำนามนั้นเป็นเครื่องมือ
ได้แก่ で
ตัวอย่าง 私は飛行機タイから来ました

และนั่นก็คือออออ การกทั้งหมดในภาษาญี่ปุ่นจ้าาาา (ย้ำอีกครั้งว่าอ้างอิงจาก wikipedia)
จากตะกอนความรู้เราคราวที่แล้วที่ว่า “บางภาษาไม่ผันการกที่คำนามแต่ใช้ preposition แสดงการกแทน” รวมกับตัวอย่างการกต่างๆในภาษาญี่ปุ่นคราวนี้
ก็ทำให้เราค้นพบ (จริงๆก็คืออ่านจากเวบแล้วก็จากวิชาภาษาศาสตร์เบื้องต้นแหละนะ) ว่าภาษาญี่ปุ่นนั้น

ไม่มี preposition !!!

แต่มีสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ปัจฉิมบท (postposition) แทน ซึ่งในที่นี้ก็คือเหล่า 助詞 นั่นเอง ถามว่าแล้วมันต่างกันยังไง คำตอบนั้นแสนเรียบง่าย แยกจากว่ามัน อยู่หน้า หรือ อยู่หลัง คำนาม

ลองยกตัวอย่างจาก Instrumental Case
ภาษาไทย
ฉันกินราเมงด้วยตะเกียบ
ภาษาญี่ปุ่น
ラーメんを食べる
เห็นภาพชัดขึ้นมั้ยนะ แฮะๆ

เอาล่ะสำหรับบทความนี้เราคงเป็นบทความแรกที่ไม่ได้มีสรุปอันเกิดจากการนั่งสมาธิคุยกับตัวเองเมื่อบทความอื่นๆ เพราะเป็นแค่การแบ่งปันเนื้อหาที่เราเจอจากเวบเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ว่าการที่เราเรียนภาษานั้นๆพร้อมกับความรู้ทางภาษาศาสตร์ (รวมถึงทฤษฎีทาง応用言語学) ไปด้วยก็อาจจะเป็นการเพิ่มวิธีตีความให้เข้าใจธรรมชาติของภาษานั้นๆได้ และนำไปสู่การใช้ให้ได้ใกล้เคียง 母語話者 ก็เป็นได้

อะไรนะ อ๋อจริงๆแล้วมีสรุปแหละ

たまには、甘いものの一口も必要でしょう!

4月21日
カントー

第九章:格助詞が助けてくれる

第九章:格助詞が助けてくれる

ความปวดสมองอีกอย่างนึงของภาษาญี่ปุ่นไม่ว่าจะสำหรับคนเพิ่งเริ่มเรียนหรือคนที่เรียนมาหลายปีก็คือ
คำช่วย หรือในภาษาญี่ปุ่นก็คือ 助詞 นั่นเอง

ก็แหมมม ภาษาไทยเรา หรืออังกฤษที่เรียนกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยมันก็ไม่เห็นต้องมีคำช่วยมันก็สื่อสารได้เนอะ แต่กับภาษาญี่ปุ่นคือไม่ได้เลยยยย คำช่วยไม่มีคือสื่อสารไม่รู้เรื่องเลยยยย
ดังนั้นไหนๆในคาบ APP JP LING (ที่แสนจะน่ารักเป็นดั่งนางฟ้านางสวรรค์ประจำเทอมนี้) ก็มีการพูดเรื่อง 助詞 ไปหลายคาบ วันนี้เราจะมาลองหยิบตะกอนความจำจากที่เรียนไปมาตบๆแปะๆกันดูว่าจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง

หลอกๆ จริงๆก็คือหาข้อมูลเพิ่มเติมมากันผิดด้วยจ้าา แฮะๆๆ จากนี่เลยย
https://www.kokugobunpou.com/%E5%8A%A9%E8%A9%9E/
ในบทความนี้ก็จะย่อๆเอาส่วนที่อยากพูดมาละกัน ใครอยากดูเพิ่มก็จิ้มเลยนะะ

อ่ะ ไหนลองมาดูหน้าที่ของ 助詞 กันก่อน

เป็นความโชคดีของเราๆที่ได้แตะๆภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่นมาบ้างเล็กน้อย เราจึงรู้ว่าจริงๆแล้ว 助詞 เนี่ยมันยังแบ่งย่อยลงไปได้อีก 4 ประเภท
ได้แก่
格助詞  接続助詞 副助詞 終助詞
(บางสำนักเขาว่ามี 8ประเภท คือ
格接 続 副 終 並立 間投 係 準体

สำหรับครั้งนี้ ตามชื่อบทความเลย เราจะมาเจาะพูดที่ 格助詞 กันน (ป่าวขี้เกียจนะะ) โดยเจ้า เนี่ยในภาษาอื่นๆและใน Term of Linguistic มันก็คือสิ่งที่เรียกว่า การก หรือ Case นั่นแหละ ซึ่งหน้าที่ของมันก็คือบอกว่าคำนามนั้นสัมพันธ์กับกริยายังไงและทำหน้าที่เป็นอะไรในประโยค โดยทั่วไปจะเป็นการแสดงผ่านการผันตัวคำนามเองเลย

เช่น
German จะมี 4Cases : Nominative Accusative Dative Genitive
Russian จะมี 6Cases : Nominative Accusative Dative Genitive Instrumental Preposition
จะเห็นได้ว่าต่างภาษาก็มีจำนวนการกที่แตกต่างกันไป แต่ชื่อเรียกจะค่อนข้างเหมือนกัน

อ่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว นอกเรื่องมาอธิบายทีละการกแบบกระชับๆหน่อยละกันเพราะมันจะเกี่ยวกับเรื่อง 助詞 ที่จะเขียนต่อด้วย (เอาแค่ 6อันที่ยกมาก่อนละกันเนอะ)

Nominative คำนามนั้นเป็น subject ของประโยค :
ฉันใช้เท้าซ้ายเตะบอลของเพื่อนไปยังแม่ที่ประตู

Accusative คำนามนั้นเป็น direct object :
ฉันใช้เท้าซ้ายเตะบอลของเพื่อนไปยังแม่ที่ประตู

Dative คำนามนั้นเป็น indirect object :
ฉันใช้เท้าซ้ายเตะบอลของเพื่อนไปยังแม่ที่ประตู

Genitive แสดงความเป็นเจ้าของ :
ฉันใช้เท้าซ้ายเตะบอลของเพื่อนไปยังแม่ที่ประตู

Instrumental คำนามนั้นเป็นเครื่องมือในการทำอะไรสักอย่าง :
ฉันใช้เท้าซ้ายเตะบอลของเพื่อนไปยังแม่ที่ประตู

Prepositionalบอกสถานที่ หรือ คนที่กล่าวถึงในประโยค :
ฉันใช้เท้าซ้ายเตะบอลของเพื่อนไปยังแม่ที่ประตู

(แอบเสริมว่าจากตัวอย่างนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าทำไมในภาษาไทย ไม่มีการผันการกที่คำนามเหมือนเยอรมันหรือรัสเซีย เพราะบางภาษาก็วิวัฒนาการแล้วสร้างสิ่งที่เรียกว่า Preposition มาใช้ทำหน้าที่แทน Case ยังไงล่ะะ)

อ่ะ กลับมาที่ 格助詞 ดังนั้นคำที่เป็นคำช่วยในกลุ่มนี้ก็จะได้แก่พวก
       から より  ไรงี้เนอะะ
(คำไหนบอกการกใด ใครสนใจก็ลองเทียบๆดูนะ รับรองสนุกก)

ทีนี้ เหตุผลที่ครั้งนี้เราเลือกเขียนเฉพาะ 格助詞 เนี่ย
ไม่ใช่แค่เพราะเราอินกับระบบการกหรอกนะ

ทุกคนจำเรื่อง 予測文法 (การที่ยังเขียนไม่จบประโยคแต่ก็สามารถเดาส่วนที่เหลือของประโยคได้) ที่เคยคุยกันในห้องได้ใช่มั้ย ตอนนั้นเราสรุปกันคร่าวๆว่า ที่ภาษาญี่ปุ่นมันทำแบบนี้ได้เป็นเพราะปัจจัยหลัก 2ข้อ
1 เพราะมี 助詞 คอยกำกับให้รู้ว่าคำนามนี้ๆเป็นอะไรในประโยค
2 เป็นภาษา Head Final คือ ส่วนสำคัญที่สุดของประโยค(โดยทั่วไปคือกริยา) อยู่ท้ายสุดของประโยค เจ้าข้อเนี้ยพอไปรวมกับข้อ 1มันใบ้ให้อยู่แล้วว่าคำไหนเป็นอะไรบ้างในประโยค มันเลยค่อนข้างเดาส่วนต่อไปได้ 

手紙______ 。

อ่ะ ทุกคนคิดว่าต่อไปจะเป็นอะไร และทำไมถึงคิดแบบนั้นกัน เพราะเหมือนระโยคมันส่งมาแล้วว่าต่อไปคือกริยานี้นะ ใช่มะะ แล้วอย่างข้อนี้ มีประธานแล้ว มีกรรมตรง กรรมรอง ด้วย คำตอบมันเลยถูกจำกัดพอตัว
นี่แหละ ดังนั้นปรากฎการณ์ 予測文法 เนี่ยเกิดจากการมี 助詞 ของภาษาญี่ปุ่น

หรือ

อีกเรื่องนึงที่เพิ่งเรียนกันไปก็คือ 言葉の順番 ที่ว่า เราจะสลับตำแหน่งคำได้มั้ย ซึ่งคำตอบก็คือ ได้ เพียงแต่คำทั่วไปก็จะชินกับลำดับ
いつ どこで 誰が 何を なぜ どうやって
มากที่สุด
แต่เอาจริงๆแม้จะสลับตำแหน่ง ถามว่าเข้าใจใจความของประโยคไหม?

学校でエビを太郎が昨日食べた。

ก็ต้องบอกว่าอาจจะใช้เวลานิดนึง (ฮา) แต่ก็ยังเข้าใจใจความของประโยคนะะ
สำหรับเรา เราคิดว่านี่ก็เพราะ 助詞 มันกำกับหน้าที่ของคำนามแต่ละคำในประโยคให้แล้วเหมือนกัน

โอเค เวิ่นมายืดยาวละ สรุปกันดีกว่า

จากการตกตะกอนความคิดในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าทั้ง 予測文法 และ 言葉の順番 จะไม่เกิดขึ้นเลยในภาษาญี่ปุ่น หากไม่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคุณ 格助詞 เพราะสำหรับภาษาแล้ว นอกจากกริยาจะสำคัญแล้ว หน้าที่ของแต่ละคำในประโยคก็สำคัญไม่แพ้กัน
ถ้าเราเข้าใจมันมากขึ้นเราอาจจะ 悟る ศาสตร์แห่งคำช่วยไปเลย แล้วไม่ใช้ผิดใช้สลับอีกเลยก็เป็นได้

แล้วจะเข้าใจเรื่อง 助詞 มากขึ้นได้ยังไงล่ะ

แน่นอนล่ะ สำคัญสุด เช่นเคย น่าจะต้องฟังเยอะๆอ่านแยะๆ แล้วมันจะซึมซับเอง //ตัวฉันเอง ว่าแล้วก็หยิบนิยายที่ดองไว้ตั้งแต่เดือน2 มาปัดฝุ่น
หรือ ไม่แน่ลองเปรียบเทียบกับภาษาอื่นๆที่เรารู้จัก แล้วดูว่ามันมีอะไรคล้ายๆกันไหม เผื่อเราจะสามารถสร้าง guideline เฉพาะของเราในการจำและใช้ได้ (เช่นกรณีครั้งนี้ที่ลองเทียบ function ของคำช่วยกับ 助詞 กับ ดู
ไม่มากก็น้อย เราน่าจะเข้าใจธรรมชาติของภาษานั้นมากขึ้น แล้วอาจจะทำให้ตกหลุมรักมันไปอีกก็เป็นได้ (อี๋ เขียนไปได้ไงวะ ประโยคนี้)

助詞は 君を助けるために 存在するんだ!

4月16日
カントー