第二章:頑張ったこと

第二章:頑張ったこと

ทุกครั้งที่เราต้องเขียนประโยคเป็นภาษาต่างประเทศ ทุกคนมีขั้นตอนการคิดยังไงกันบ้างนะ
แน่นอนว่ามนุษย์เราน่าจะต่างจาก google translate ที่แค่หยิบข้อมูลในคลังมาแทนค่า
เช่นประโยคว่า

“เขาชอบมาสาย”

ไหนๆๆ ลองมาเดากันดีกว่า ถ้าเราเอาประโยคประมาณนี้ไปให้ google แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นจะได้ออกมาประมาณไหน
.
.
ได้คำตอบในใจกันแล้วใช่ไหม ลองมาดูคำตอบจากอากู๋กันน


ตรงตามที่คิดกันไหมเอ่ยย เย่ะะ ปรบมือๆๆ

แต่ไม่ใช่เนอะ ถึงจะแปลออกมาถูกเป๊ะทุกคำ ขนาดเอาคำว่า ชอบ ไปไว้หลังสุดให้โครงสร้างภาษาญี่ปุ่น แต่ 母語者 อย่างเราๆ ก็รู้ดีว่าความหมายมันยังไม่ตรงตามที่เราต้องการ
มันควรจะเป็นอารมณ์ประมาณ

「彼はよく遅刻する」「彼はいつも遅刻する」

เนอะ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การแปลงสารจากภาษานึงไปอีกภาษานึง
ไม่ใช่การแปลงแบบ A > B เสมอไป เราอาจจะต้องใช้วิธีคิดแบบภาษานั้นเพื่อให้เกิดความถูกต้องมากขึ้น

อ่ะ เกริ่นมาตั้งนาน ขออนุญาตเข้าเรื่องเลยแล้วกัน

ประเด็นก็คือ จากการบ้านและกิจกรรมในห้องครั้งที่ผ่านมา (28ม.ค.) ทำให้เรากลับมาย้อนคิดว่า เราเรียนภาษาญี่ปุ่นมากันจนรู้ศัพท์เป็นพันเป็นหมื่น (เว่อมั้ย เออเว่อ) อ่านพารากราฟได้คล่องขึ้นไวขึ้น แต่เราสามารถแปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นภาษาไทยที่สละสลวย
(กล่าวคือฟังแล้วลื่นหู เข้าใจได้โดยง่ายว่า ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไรอย่างไร)
เพื่อให้คนไทยด้วยกันเข้าใจได้แล้วหรือไม่
และในทางกลับกัน เราสามารถเขียนอะไรสักอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น แบบที่มีระบบความคิดแบบไทยปะปนได้น้อยที่สุดหรือยัง

ดูเป็นอะไรที่ท้าทายอยู่มากทีเดียวสำหรับเรา
เอาแค่จากการบ้านรอบที่ผ่านมา เราอยากเขียนประโยคว่า “กลัวความผิดพลาด”
ซึ่งในหัวคือ มี 2หน่วยคำคือ กลัว + ความผิดพลาด ก็แปลงมันเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบ A > B
ในหัวทันใด ปุ๊ปปั๊ป! 「失敗怖くて」หน่อวววว ไงล่ะ เป๊ะๆ คำไทยเป็นไง คำญี่ปุ่นเป็นงั้น

ปรากฎ!!! อาจารย์คอมเม้นว่าเป็น 「失敗するのが怖れて」น่าจะดีกว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจริงๆแล้วเราเรียนสิ่งนี้มาแล้วแต่แค่ลืมไปหรือเปล่า(てへ ♥) อย่างไรก็ตาม จากแผนที่นี้ เราก็ถึงบางอ้อเลยทันที
เออเนอะ คิดตื้นไปจริงๆ การแปลภาษามันจะเป็นแบบ A > B ง่ายๆทุกครั้งได้ไง
จบคณะนี้ไปไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว โดน google กินเรียบ
ไม่ใช่สิ ไม่ได้ด้วย เราเป็นมนุษย์ เป็นผู้สร้างภาษา ควรจะเข้าใจมันได้มากกว่าอากู๋สิ
แต่ละภาษามันสะท้อนวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความคิดของมนุษย์ขนาดนี้เลยนะ
มันสวยงามขนาดนี้เลยนะ ถ้าเราเข้าใจมันได้เพียงระดับเทียบเท่าเครื่องจักรคงจะน่าเศร้าน่าดู

อ่ะ โอเคเข้าใจแล้วว่าเป็น A > B ไม่ได้เสมอไป แล้วเราจะฝึกยังไงดีล่ะ

นั่นสินะ ด้วยความที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่อง การเข้าใจระบบความคิดแบบเขา เข้าใจวัฒนธรรมเขา ดังนั้นง่ายๆเบๆที่สุดที่เราจะทำต่อจากนี้ก็คง เสพสื่อญี่ปุ่นละมั้ง
เสพ เสพ เสพ มันเข้าไป ยิ่งพวกเนื้อหาแหวกแนวอย่างย้อนยุค การแพทย์ กฎหมาย ภาษาแสลง ภาษาวัยรุ่น แทรกมุกตลก เยอะๆน่าจะยิ่งดี
จากนั้นก็ลองแปลงสารไปเรื่อยๆ ลองสวมบทเป็นคนญี่ปุ่นดูแล้วพยายามเขียนสารนั้นออกมาด้วยระบบความคิดญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด

เอาจนกว่าตัวเราเองจะอัพเลเวลจากขั้นแปล A > B ไปเป็นขั้นเหนือกว่านั้น ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่รู้หรอกนะมันคืออะไร เพราะยังปฏิบัติธรรมไปไม่ถึง เอาเป็นว่าเรียกเก๋ๆแบบชั่วคราวว่า
A <-> B ละกัน
จะใช้เวลาเท่าไรไม่รู้ ตอนนี้รู้แต่ว่ายังไม่เบื่อ ยังไม่ท้อก็อยากจะพยายามต่อไปเรื่อยๆ 笑笑

機械ではなく、人間らしくつたえるようになりたいなぁ

カントー
1月30日