第四章:手際よく説明するには

第四章:手際よく説明するには

ทุกคนมั่นใจไหมว่าสามารถบอกทางไปที่ไหนๆได้อย่างถูกต้องและเข้าใจง่าย ?

เราคนนึงแหละที่ไม่สามารถทำได้แน่ๆ ยิ่งสมมุติโดนใครไม่รู้มาถามทางอย่างกะทันหันแล้วล่ะก็ ฮึๆๆ ขอโทษครับ พี่ถามผิดคนแล้ว. . .
แต่ก็เพราะอยากจะบอกทางแบบสั้นๆแต่เป๊ะๆแบบคนอื่นๆเขาได้
แบบฝึกหัด 手際のよい説明 รอบนี้ที่มีโจทย์ว่าบอกทางจาก บีทีเอสช่องนนทรีถึงตึกบรม เลยตั้งใจพอตัว ตอนทำก็คิดอยู่ตลอดว่า

“ต้องสั้นที่สุด และก็ต้องชัดเจนที่สุด”

เพราะเราเองก็เป็นคนประเภท ยาวไปไม่อ่าน ก็เลยมีความคิดว่า การบอกทางเนี่ย มันควรจะสั้นแต่เคลียร์ เอาล่ะ แล้วพอลองเขียนจริงๆ (และเป็นภาษาที่สอง) มันจะเป็นไปตามที่ตั้งใจไหมนะ ลองมาดูกัน

BTS チョンノンシーからチュラロンコン大学文学部BRKビルまでの行き方は次の通りです。

まず、 スパチャラサイ国立競技場(National Stadium)行きの電車に乗って、終点の一個前のシャム駅 (Siam) に降りてください。
シャム駅に着いたら、右を曲がって、改札まで降りて、6番の出口(セントラルワールド方面)を出てください。

改札を出たところに「KARMART」というピンク色の店があります。その店の右側にある道を進んでください。

30mくらい進んだら、右側にMKというレストランの店の看板があります。その看板を通ったら右の階段を下りてください。階段を降りたら、80mくらい先にバス停があります。そのバス停で1号のチュラ大のバスに乗ってください。(このチュラ大のバスというのはチュラロンコン大学の周りを走る無料のピンク色のシャトルバスです。)

1号のバスはシャムワン、スカーラ映画館、トリアムウドム高等学校を通って、チュラ大の正門に入ります。正門に入ってからの二番目のバス停(文学部停)に降りてください。

それから、80mくらい右に進んでください。そしたら、左側にある一番目の白いビルがBRKビルです。

เอาล่ะ เป็นไงบ้างพอจะถูไถได้ไหมนะ
แล้วก็ หลังจาก discuss กันในห้องไปก็ได้รับความเห็นที่เป็นประโยชน์หลายๆอย่างมาปรับปรุงด้วยตัวเองอีกครั้ง ซึ่งก็คือจุดที่ทำตัวหนาไว้ข้างบนอย่างไงล่ะ
กรณีของเรา เราได้คอมเม้นหลักๆมาว่า

1. ยังมีความคลุมเคลือของซ้าย-ขวา
2. อธิบายลักษณะของตึกบรมน้อยไป คนที่ไม่เคยเห็นอาจจะยังไม่รู้
ก็เลยลองแก้จุดต่างๆเป็นแบบนี้

シャム駅 ➡ サイアム駅 (อันนี้ไม่มีอะไร เราแค่ไม่ได้ QC แล้วเผลอใช้คำว่าสยามแบบเก่าไป ช่างน่าอายจริงๆ (〃▽〃))

その店の右側にある道を進んでください ➡ その店を左手にして、隣の道を進んでください。 (อันนี้เพื่อเพิ่มความชัดเจนว่าทางเดินอยู่ทางไหนของร้าน)

その看板を通ったら右の階段を下りてください ➡ その看板を通ったら右にある
直ぐの階段を下りてください。 (อันนี้ก็เพื่อเพิ่มความชัดเจนเช่นกัน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ตรงนั้นมันมีบันไดลง 2จุด)

それから、80mくらい右に進んでください。そしたら、左側にある一番目の白いビルがBRKビルです。 ➡ それから、40mくらい真っ直ぐ進んだら、右側の20m先に駐輪所があります。駐輪所に向けて進んでください。そして、駐輪所を右手にして、左手にあるずくの白いビルが文学部のBRKビルです。(อันนี้เพิ่มความละเอียดหลังลงรถปอพดู แต่เราก็ไม่ได้อธิบายลักษณะของตึกบรมเพิ่มอยู่ดี อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของนิสัยการเขียนมั้ง เพราะจริงๆก็รู้ว่ามันควรจะทำให้เห็นภาพ แต่พอเขียนดู มันก็คิดว่าไม่ต้องอธิบายก็ได้)

อ่ะ พอได้ดราฟสองแล้ว ก็ส่งไปแล้วก็รับคอมเม้นจากอาจารย์ตามระเบียบ (แน่นอนว่าหมายถึง feedback ที่เต็มไปด้วยตัวแดงอ่ะนะ)
ซึ่ง ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ เราก็ยังไม่ได้เปิดอ่านเลยนะ อยากลองเปิดดูแล้วสังเกตจุดด้อยในการเขียนครั้งนี้ของตัวเองแบบ real time แล้วจะรวบรวมเป็นข้อๆให้เห็นง่ายๆเนอะ

อ่ะ ลองแก้เองก่อน หลังอ่าน feedback

  1. 降りる ➡ 降りる : อันนี้คุยกันในห้องไปแล้ว สะเพร่าลืมแก้ในดราฟ 2เอง
  2. 右にあるすぐの階段 ➡ すぐ右にある階段:อันนี้น่าสนใจมาก เพราะถึงจะต้องแก้ แต่มันยังไม่บันทึกไปในหัวว่าทำไมต้องแก้เป็นแบบนี้ เหมือนแค่จำๆไป
  3. 右側の20m先 ➡ 20m先の右側:เออ อันนี้ตลกมาก ทำไมไม่สังเกตนะ เด๋อด๋าจริงๆ
  4. 40mくらい真っ直ぐ進んで (อาจจะไม่รู้ว่าต้องตรงไปทางไหน) ➡ バス停を右側にして、40mくらい進んで
  5. 文学部停 (ตกคันจิไป 1ตัว) ➡ 文学部バス停 (อย่าว่าฉันเลย ฉันไม่รู้แล้วจริงๆว่ามันต้องเติมอะไร)
  6. ずく(สะกดผิดแบบเด๋อๆ) ➡ すぐ
  7. 道 、バス1 (การเลือกใช้คำ) ➡ 道路、バス1 (ไม่รู้แล้วจริงๆเหมือนกัน แงงงงง)
  8. 右に曲がって、改札まで降りてください ➡ …………. อันนี้แย่มากก ลืมแก้แล้วไปดูเฉลย เราจะถือว่าเราแก้ไม่ได้แล้วกัน (T_T)

อ่ะ ลองเทียบกับที่อาจารย์คาดหวังให้เป็น

มีที่เดาใจอาจารย์ (เหรอ?)ไม่ถูก 2จุดคือ
7. 道 ➡ スカイウオーク:ฮาาาาา ตล๊กกกกก ทำไมไม่มีคำนี้ในหัวกันนะะ
8. 右に曲がって、改札まで降りてください ➡ 右側の階段に降りて、改札まで向かってください:อันนี้ชอบบบ เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลย ประทับใจ (เอ๊ะ?)

はい、これから反省会でございます

โหห น่าอายมากจริงๆ รอบนี้
คือถ้าไวยกรณ์ผิดแบบทั้งประโยคอะไรแบบนี้เยอะๆ ยังรู้สึกดีกว่านี้อ่ะ นี่คือผิดเล็กผิดน้อยแบบตรวจทานไม่ดี น่าเกลียดมากจริงๆ
รอบหน้าไม่ใช่แค่ทำแบบฝึกหัด แต่คงต้องฝึก QC อย่างละเอียดรอบคอบด้วยแล้วแหละ

แล้วก็ส่วนที่ไม่ได้โดนไวยกรณ์อะไรมากนี่ ไม่แน่ใจว่าสำหรับครั้งนี้เราเขียนออกมาได้ชัดเจนในระดับนึงแล้วรึป่าว คิดว่าเรื่องการนิยามสถานที่หรือพาหนะ ในรอบนี้เราทำได้โอเคอยู่
(ยกเว้นตึกบรม) ขาดไปแค่เรื่องความชัดเจนของซ้าย-ขวาจริงๆนั่นแหละ ถ้ามีโอกาสเขียนรอบหน้าคงจะตั้งสติ คิดตาม แล้วค่อยเขียนมากกว่านี้ ลองจินตนาการตัวเองเป็นคนอ่านตลอด แล้วดูว่ามันเข้าใจรึยัง

อ่ะพอผ่านกิจกรรมนี้เราก็ได้คำตอบแล้วนั่นเองว่า
手際よく説明するには、相手の気持ちになること!
หรือก็คือ แนวคิดเรื่อง「共感」 ที่เรียนไปในห้องนั่นเอง

อ่ะ มาถึงช่วงสรุปประจำสัปดาห์

共感 – Empathy เป็นคุณสมบัติที่ควรมีเพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์ และเป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกว่า มันช่างเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวแต่เรามักจะมองข้ามเสียเหลือเกินนน เรียกได้ว่าเป็น passive skill ที่ทุกคนต้องมีอ่ะ
ตำหนิเขายังไงให้ไม่ทำร้ายจิตใจเกินไปและกระตุ้นให้เขาปรับปรุงตัว
บอกทางยังไงให้เข้าใจง่าย
เล่าเรื่องยังไงให้รู้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร

โหหหห เรียกได้ว่า ทุกอย่างต้องอาศัย 共感 หมดอ่ะ

เรียน APP JP LING จบไป ไม่รู้หรอกนะ จะจำทฤษฎีภาษาศาสตร์อะไรได้บ้าง
แต่ ณ ตอนนี้ก็ตั้งใจว่าจะ input เรื่อง 共感 นี้ไว้ในใจทำให้มันเป็น passive skill ของเราให้ได้ ไม่ว่าจะเขียนหรือพูดภาษาไหนกับใคร
และแบบฝึกหัดต่อจากนี้ก็จะพยายามให้มี 共感 ให้มากที่สุด ให้เข้าใจง่ายที่สุดดด
ดังนั้น ฝากทุกท่านคอยเฝ้าดูและคอมเม้นแบบฝึกหัดต่อจากนี้ของเราด้วยน้าาา

必ず自分のものにしてみせるから、見守ってください

カントー
2月16日

第三章:インプット仮説

第三章:インプット仮説

インプット仮説

หรือ Input Hypothesis คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการ เรียนรู้ภาษาที่ 2 หรือในวิชานี้มักจะใช้คำว่า Second-Language Acquisition (SLA) มากกว่า
ทฤษฎีนี้ถูกเสนอขึ้นโดยนักภาษาศาสตร์นามว่า Stephen Krashen
ตั้งแต่ปี 1970 นู่นนนน (ของเขาคงดีจริงๆ ไม่งั้นมันก็คงเลือนหายสลายไปตามการเวลาแล้ว)
ตามความเข้าใจของเรา ณ ตอนนี้ ทฤษฎีนี้จะเน้นการใส่ข้อมูล ตามชื่อมันนี่แหละ แต่ไม่ใช่สักแต่ว่ายัดๆๆๆ เขาบอกว่าข้อมูลที่ดีควรจะมีลักษณะ 3 ประการ
คือ

1. มีปริมาณมาก น่าจะเพื่อให้มีตัวเปรียบเทียบ และคลังสำหรับผลิตคำหรือประโยคเองเมื่อเราเข้าใจหลักการของภาษานั้นๆ
2. สามารถทำความเข้าใจได้ หรือก็คือมีคำอธิบายว่าทำไมตัวนี้ต้องเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เป็นแบบนั้น บลาๆๆ สำหรับเรา ข้อนี้น่าจะเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาสังเคราะห์ใหม่จนเกิดเป็นความเข้าใจในแบบของตัวเอง แล้วเมื่อเข้าใจเขาก็จะสามารถสร้างประโยคได้ด้วยตัวเอง (ซึ่งเกี่ยวโยงกับ ข้อ1 ว่าทำไมต้องมีปริมาณมากนั่นเอง)
3. i+1 อาจารย์บอกว่า ข้อนี้สำคัญที่สุด มันเป็นเหมือนการท้าทายขีดจำกัดของผู้เรียน ในระดับที่กำลังดี คือถ้าให้เขาทำอะไรซ้ำๆมากไปเขาก็ไม่ได้พัฒนา หรือให้ทำอะไรที่ยากเกินความเข้าใจ ณ ตอนนั้น แน่นอนเขาตามเราไม่ทันแน่ ดังนั้น อิมเมจในหัวตอนนี้ มันเหมือนการเล่นกล้ามเลย ต้องค่อยๆปรับน้ำหนักและจำนวนเซ็ตที่เล่นไปทีละนิดๆ ให้ร่างกายปรับตามได้ แล้วค่อยเพิ่มมันเข้าไปอีก

อ่ะ แล้วไงล่ะ インプット仮説 มันทำไม

มันก็เจ๋งดีน่ะสิ!!!! แล้วพอได้ยินว่ามันเป็นอีกแนวทางที่ทำให้เราเรียนรู้ภาษาที่สองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับที่ได้ดูคลิปตัวอย่างการสอนด้วย Total Physical Response (TPR) ซึ่งเป็นอีกทฤษฎีนึงที่นิยมนำมาใช้ เพื่อให้ร่างกายเป็นตัวช่วยจำมากกว่าแค่สมอง
เราก็คิดว่า เออ มันดูเหมาะกับเด็กเล็กเนอะ

แล้ว ทันใดนั้น!!!
เราก็นึกขึ้นได้ว่าเราเองก็มีประสบการณ์ที่คล้ายๆกันนี่หว่าา
ตอนที่ไปค่ายสอนที่ จ.ตาก เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เองด้วย

ขอเล่าย้อนไปว่า ตอนนั้นเราไปสอนภาษาไทยให้เด็ก ป.1 โดยที่หนูๆเหล่านั้นเป็นคนไทยแหละ แต่ภาษาแม่ของหนูๆคือภาษากะเหรี่ยง (เอาแบบเป๊ะๆคือ ปกากะญอ)
ซึ่ง มันเป็นภาษาที่ใกล้เคียงภาษาไทยแหละนะ แต่มันก็ไม่ใช่ภาษาไทย
คือในภาษาของน้องๆ มันไม่มีตัวสะกดอ่ะ คำว่า กัด-กับ-กัก สำหรับน้องคือไม่ต่างกัน ไม่มีสระสั้นยาวด้วย แล้วฉันจะไปสอนให้หนูๆเหล่านี้ เข้าใจภาษาไทยยังงายย

ตอนนั้น ภาษาศาสตร์ประยุกต์ก็ยังไม่ได้เรียนเนอะ ภาษาศาสตร์ภาษาไทยนี่ไม่ต้องพูดถึง เอาล่ะ ทำไงล่ะ

ตอนนั้นคิดแค่ว่า ต้องให้น้องๆเข้าใจให้ได้ก่อนว่า ภาษาไทยมีธรรมชาติยังไง พูดง่ายกว่านั้นก็คือ ประกอบด้วยอะไรบ้าง (พยัญชนะ-สระ-วรรณยุกต์-ตัวสะกด)
สอนจันทร์ถึงศุกร์ 5 วัน วันนึงมีเวลาสอน 120 นาที เรายอมเสียเวลา 30 นาทีแรกทุกวัน ไปกับการท่องพยัญชนะต้น กับสระวนไป จากนั้นเรียกหนูๆออกมาลองให้ผสมคำเรียงคน ให้ตอบเสียงดังๆด้วยนะ ให้ปากมันจำวิธีออกเสียงไรงี้
พอไปถึงเรื่องตัวสะกด เราก็เตรียมกระดาษที่เขียนคำง่ายๆไป เช่น ขาว สาย กิน ไรงี้ แล้วเขียนตัวสะกดด้วยสีแดง เพื่อให้น้องรู้ว่าเราเน้นตรงนี้อยู่
ชี้ไปทีละคำให้หนูๆอ่านตาม แกล้งปิดตัวสะกดถามว่า ออกเสียงได้ไหม อ่านว่ายังไง แล้วแกล้งไปปิดพยัญชนะต้น หรือ สระ ถามคำถามเดิม

(wordpressขี้งก ไม่ให้อัพวิดีโอ เลยต้องลงยูทูปแล้วแปะ เศร้าาาา เราตั้งใจสอนจริงๆนะ)

เราไม่แน่ใจว่ามันได้ผลมากไหม แต่สำหรับตอนนั้น รู้สึกว่าในเวลาเพียง 5 วันที่เราได้ไปสอนน้องๆ ตอนวันพฤหัส หรือ ศุกร์ น้องสามารถตอบได้ว่า ถ้าเราปิดสระ หรือ พยัญชนะต้น เราจะออกเสียงคำไม่ได้ แต่ถ้าปิดแค่ วรรณยุกต์หรือตัวสะกด มันยังออกเสียงได้ แต่เป็นอีกเสียง เราก็พอใจแล้ว เพราะแปลว่าน้องรู้ว่า มันประกอบด้วย 4 ส่วน และ ส่วนที่ต้องมีตลอดคือ พยัญชนะต้นกับสระ

นี่แหละ แล้วพอเอามารวมกับสิ่งที่เรียนวันนี้ เราเลยรู้สึกว่า เอ๊ะ เราก็ทำคล้ายๆทฤษฎี インプット仮説 ไปแบบไม่รู้ตัวนี่หว่า อาจจะไม่ได้ใส่ข้อมูลปริมาณมากให้น้องๆ แต่ก็มีการเน้นให้เด่น (インプット強化) เลือกเนื้อหาที่เหมาะกับผู้เรียน (พื้นฐานของภาษาไทย) แล้วก็ได้ใช้ i+1 กับบางคน เช่น เราสอนแค่ จ-อา-จา แต่เราลองเพิ่มตัวสะกดทั้งๆที่ไม่เคยให้ทำ น้องก็ทำได้

(ได้โปรดให้อภัยความกากของวิดีโอ (´;ω;`)ウゥゥ)

ก็เลยทำให้เราคิดว่า เออแฮะ เจ้า インプット仮説 นี่มันใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วก็ดูจะเอามาปรับใช้ได้จริงและง่ายดี สิ่งที่คิดตอนนี้คือ ถ้ามีโอกาสอยากจะกลับไปที่โรงเรียนนั้นอีก คราวนี้พก インプット仮説 เป็นคู่มือใส่กระเป๋าไปด้วย แล้วลองสังเกตว่ามันช่วยให้น้องๆเข้าใจได้ง่ายขึ้นกว่าการอธิบายที่เคยทำไปมั้ย แต่ถ้าได้ไปอีกรอบจริงๆ ก็จะทำการบ้านเรื่องภาษาไทยไปเยอะๆด้วย ให้น้องๆได้ประโยชน์สูงสุด เย่ะะะะ

「インプット仮説」をもっと理解すれば、
第二言語が上手になれる気がする

カントー
2月12日