第六章:目に浮かぶ描写の秘密

第六章:目に浮かぶ描写の秘密

「これはホテルで起きた話です」

อ่ะ จั่วหัวสั้นๆให้งงกันเล่นก่อน
ที่เขียนไปข้างบนนั้น ไม่ใช่ข้อความขายตรงหรือนวนิยายซีไรต์ปีไหนแต่อย่างใด เป็นการบ้านเราของคาบวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมาเองจ้า (จริงๆอาจารย์อยากให้เขียนเรื่องนี้นานแล้ว แต่ข้าน้อยเพิ่งจะหาเวลาได้จ้าา ต้องขออภัยทุกคนและอาจารย์ในความเลทไม่อายฟ้าดินนี้ด้วย แงงง)
เอาล่ะๆ เข้าเรื่องหัวข้อในครั้งนี้คืออะไรกันนะ แน่นอนว่าตามชื่อบทความนั่นแหละ มันก็คืออออออออ

พรรณนาอย่างไรให้ผู้ฟัง/ผู้อ่าน เห็นเป็นภาพ 3มิติในหัว (เว่อสุด)

ซึ่งการบ้านครั้งนี้แบ่งเป็น 2เรื่องคือ 赤ちゃん กับ 外国人 ไม่ว่ารื่องไหนก็มีความยากแตกต่างกันไป
ตัวเราได้เรื่อง 外国人 ก็รอบแรกในห้องก็คือดูภาพการ์ตูนแบบ 四コマ แล้วให้เล่าให้เพื่อนฟังว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร โหห ฟังคำสั่งก็ท้อแล้ววววว

ซึ่งสำหรับรอบแรก จะเป็นการเล่าสด フィラー และ あいづち ทุกอย่างถือเป็นองค์ประกอบของเรื่องหมด
แต่รอบที่สอง เราจะได้ลองเอาครั้งแรกไปปรับให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น โดยตัด フィラーและ あいづち ออก แล้วยังสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดได้เองด้วยในระดับนึง
เอาล่ะ รอบสองที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดนั้นเป็นแบบนี้

「これはホテルに(で)起きた話です。お父さんと中学生の息子がホテルのフロントで人を待っています。お父さんが新聞を読んで、時間を潰しています。息子の方はただ暇で、周りを見ています。そこで突然、地図を見ている観光客と視線が合いました。その外国人は道を聞く人を探していた様子です。なので、目があった息子の方に歩いて(歩いてきて)、道を聞こうとしました。息子は自分の方に歩いてくる外国人を見て、絶対道を聞かれると思って、逃げる方法を探し始めました。そこで、息子はお父さんが読んでいた新聞に頭を割り込んで、「何読んでいるの?」とお父さんと(に)話しかけるフリをして、その外国人を見て見ぬ振りをします。なので、その外国人を仕方なく、ほかの人に道を聞きました(聞くことになりなした)。おしまい。」

目に浮かんだかな?笑笑
เนื้อเรื่องที่เล่าไปนั้น ตัวหนาคือที่อาจารย์ Comment เพิ่มเติม และในวงเล็บคือคำตอบที่ลองแก้ดู

เนื้อเรื่องฉบับไทยเผื่อที่เราเขียนมันเกินเยียวยา
หนุ่มน้อยอยู่กับคุณพ่อที่อ่านนสพ.อยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม แล้วจู่ๆก็ไปสบตากับนักท่องเที่ยวที่ที่เหมือนจะหลงทางอยู่เข้า นักท่องเที่ยวเลยเดินเข้ามาจะถามทางหนุ่มน้อย ทีนี้หนุ่มน้อยตัวจ้อยก็ขี้เกียจตอบไง (หรือเขินที่ถ้าตอบ ก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษก็ไม่แน่ใจ) เอ้า ทำไงล่ะ หนุ่มน้อยเลยทำเป็นไม่เห็นนักท่องเที่ยว (แต่สบตาไปแล้วนะลูก…) แล้วยื่นหัวเข้าไปอ่านนสพ.กับคุณพ่อ
ป.ล. นี่เป็นเนื้อเรื่องที่เราตีความจากภาพเอานะ จริงๆอาจจะไม่ใช่แบบนี้

สำหรับบทความนี้เราจะไม่ขอลงรายละเอียดว่า ทำไมอันนี้ควรแก้เป็นงี้ และตัวเราคิดเห็นอย่างไรกับแกรมม่าของตัวเอง และที่อาจารย์แนะนำเพิ่มเติม
รอบนี้เราอยากลองเน้นที่

การทำแบบฝึกหัดนี้ เราเข้าใจ 秘密 ของ การเขียนพรรณนาที่ดีควรเป็นอย่างไร มากขึ้นเพียงใด

อ่ะ ลองเทียบเป็น ก่อน กับ หลัง ทำแบบฝึกหัดนี้ละกัน เผื่อจะเห็นพัฒาการมากขึ้น

ก่อนทำ
1.เน้นการกระทำ เพราะมันคิดภาพตามได้ง่าย
2.ใช้คำศัพท์ที่ผู้ฟัง/ผู้อ่านเข้าใจ ไม่ต้องเว่อวังแม้ภาษามันจะสวยเพียงใด เพราะถ้าผู้ฟังไม่รู้ศัพท์นั้น การเล่าเรื่องของเราก็ถือว่าล้มเหลว

หลังทำ(สิ่งที่เห็นมากขึ้น)
3. การเน้นการกระทำนั้น ดูจะมาถูกทางแล้ว แต่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยการใช้ 複合動詞 เพราะมันช่วยให้จินตนาการตามได้มากขึ้นไปอีก
อันนี้จากที่สังเกตตัวเอง หลายๆครั้งเราพอจะทำได้อยู่ แต่คลังศัพท์複合動詞 เราอาจจะยังน้อยไป ต้องเพิ่มอีกเยอะเลย ฮึบๆ

4. Onomatopoeia และ 副詞 ก็เสริมมิติและสีสันของเรื่องได้ดี
อันนี้เรารู้นะว่าควรทำ แต่เอาเข้าจริงลืมใช้ทุกทีสิน่าาา อย่างมากมี 副詞 นิดหน่อย แงงง

5. หนึ่งประโยคควรจะกระชับว่าใคร ทำอะไร เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้ฟัง ไม่ใช่ ~て、~て ไปเรื่อยๆ
ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรายังบังคับสมองให้ทำไม่ได้สักที อาจจะเพราะชินกับการพูดแบบบทสนทนามากไป แต่จะพยายามปรับไปเรื่อยๆ

6. การแบ่งเล่าระหว่างเรื่องที่ ทำโดยตั้งใจ กับ ทำอย่างช่วยไม่ได้ อันนี้จากประโยคสุดท้าย อาจารย์แนะนำให้ใช้เป็น ~になった
ตอนแรกเราก็สงสัยว่าทำไมต้องเป็นสำนวนที่แสดงการต้องทำอย่างช่วยไม่ได้ แต่พอลองอ่านตั้งแต่ต้นอีกที เราก็รู้สึกว่า เออ สำหรับประโยคจบเนี่ย ถ้ามันเป็นการบอกสภาพมากกว่าการกระทำมันก็ดูเป็นฉากจบที่ดีนะ

อ่ะ สำหรับแบบฝึกหัดนี้ เรามีสิ่งที่สังเกตเห็นจากการลองทำเองประมาณนี้แล
จริงๆแอบเสียดายมากที่ไม่ได้เต็มที่กับรอบนี้เท่าไร เพราะมีงานอื่นๆมากมายมาแย่งเวลาชีวิต ทั้งๆที่แบบฝึกหัดนี้ มันตรงกับความคาดหวังของเราจากวิชานี้ว่า อยากเล่าเรื่องให้สนุก ตลก น่ากลัวได้ พอเอาเข้าจริง มันกลับยากและไม่มีเวลาให้มัน จนสุดท้ายก็เผาๆไปเสียได้ แงงงง ร้องไห้จริงๆแล้วนะเนี่ย ในอนาคตก็ไม่รู้จะได้ฝึกทำอะไรแบบนี้อีกไหมด้วย แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นแบบฝึกหัดที่สนุกและมีคุณค่ากับเราจริงๆ ทริคต่างๆที่ได้จากแบบฝึกหัดนี้ เราคาดหวังจะเอาไปประยุกต์ใช้ต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาษาอะไรก็ตาม

話し口は身に付くべき魅力の一つである

カントー
3月25日

第五章:アウトプット仮説からの?

第五章:アウトプット仮説からの?

คราวที่แล้วเราได้นำเสนอ 仮説 นึงที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนรู้ภาษา (และจริงๆมันก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับนานาศาสตร์บนโลกใบนี้ได้แหละนะ เราเชื่อ)
วันนี้เลยจะมาเสนออีก 仮説 ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของ インプット仮説 ซึ่งนั่นก็คือออออออ

アウトプット仮説!!!!!

อ่ะ แน่นอนแหละมันมี Input ก็ต้องมี Output เพื่อเช็คว่าเรารับอะไรไป แล้วทั้งหมดทั้งมวลที่เรารับไปนั้น เราสามารถดึงมันออกมาใช้ได้มากน้อยและถูกต้องเพียงใด
ว่าแต่มันจะได้ผลมากน้อยขนาดไหนกันนะ?

อันนี้คงตอบยาก แต่ในบทความนี้เราก็สามารถตอบได้ (จากประสบการณ์ของผู้เขียน)

เอาล่ะดังนั้นในครั้งนี้ เราจะมาเล่าประสบการณ์การลองใช้ アウトプット仮説 กับการสอนของเราให้ทุกคนฟัง (จริงๆก็คือเขียนให้อ่าน)
ขอแบ่งเป็นทั้งหมด 3เคสจากการสอน 3ครั้งให้กับนักเรียน 3กลุ่ม

เคสที่ 1: สอนภาษาญี่ปุ่นน้อง ม.6 (มินนะเล่ม4)

เราให้น้องแต่งประโยคด้วย 〜ところ น้องก็แต่งมาทำนองว่า
「今、ご飯を食べているところ。」
ซึ่งจากมุมมองของเรา ก็รู้สึกว่าโอเค แม้ประโยคมันจะไม่ได้แตกต่างจากตัวอย่างในหนังสือนัก แต่อย่างน้อยมันก็แปลว่าน้องเข้าใจ จึงสามารถ Output ออกมาใช้ได้
สำหรับเคสนี้จึงไม่ได้มีการแก้ไข Output เพื่อความถูกต้อง แต่สำหรับน้องคนนี้ ตอนสอน
ไวยกรณ์อื่นๆให้น้องเขา แล้วเราใช้วิธีนี้ พอมันต้องมีแก้ไขบ้าง รอบต่อๆไปน้องเขาก็ไม่ผิดแบบเดิมอีก เลยอาจจะสรุปได้ว่า アウトプット仮説 ค่อนข้างได้ผลกับน้องคนนี้

เคสที่ 2: สอนภาษาญี่ปุ่นน้อง ม.5 (มินนะเล่ม3)


สำหรับคนนี้ เราลองให้เขาแต่งประโยคโดยใช้ 〜し、〜し 
ปรากฎว่าน้องไม่สามารถแต่งได้ทันทีเหมือนในเคสที่ 1 ในครั้งแรก เราเลยลองใบ้ๆไปเป็นรอบที่ 1 . . . น้องก็เหมือนยังไม่อ๋อ
อ่ะใบ้เพิ่มไปคิดประโยคภาษาไทยให้ด้วยให้แปลมันเป็นญี่ปุ่นแล้วใส่ 〜し、〜し เพิ่ม
โอเค พอใบ้เพิ่มไป 2ครั้ง น้องสามารถทำตามที่เราต้องการได้ แต่ว่าฟอร์มของกริยา (dict fom) ยังผิดอยู่บ้าง เราก็แก้ไขไปตามที่ทำได้
ก็โดยผลลัพธ์แล้วมันก็พอถูๆไถๆอ่ะ แต่พอมันมีการใบ้ของเราเข้าไป เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเรียกว่า アウトプット仮説 ได้เต็มปากหรือเปล่า
ดังนั้นเคสนี้มันก็ทำให้เรารู้ว่า เออ Output เนี่ยมันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆมันอาจจะแล้วแต่คนก็ได้นะ

เคสที่ 3: สอนภาษาไทยให้เด็กประถมชาวปกากะญอที่จังหวัดตาก

สำหรับเคสนี้ เรา (หมายถึงฉันและน้องปี 1อีก 2คน) สอนเรื่องชนิดของประโยคให้น้องป.3 โดยให้ตัวอย่าง แล้วจากนั้นให้น้องๆ ลองเขียนประโยคบอกเล่า คำถาม คำสั่ง ขอร้อง แสดงความปรารถนา ตามคำนามที่กำหนดให้

เช่น คนที่หนึ่ง ได้คำว่า จักรยาน-ประโยคบอกเล่า

ปรากฎว่าให้เวลาไป 10กว่านาที ไม่มีใครสามารถทำตามคำสั่งได้เลย แม้แต่เด็กที่เราประเมินกันว่าเก่ง สามารถฟังและตอบฉะฉานเป็นภาษาไทยได้ จนสุดท้ายเราต้องคอยใบ้น้องทีละคนๆ (ก็เหมือนสอนซ้ำนั่นแหละ)
จากเคสนี้จริงๆมันมีรายละเอียดอะไรน่าสนใจเยอะเลยในสายตาเรา แต่มันจะยาวเกินไป จึงขอสรุปสั้นๆว่า มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (แงงงงงงง)

บทวิเคราะห์จากทั้ง 3เคส

แม้ข้อมูลที่เรามี ณ ตอนนี้จะน้อยและจับจุดร่วมได้น้อยมาก แต่จาก 3เคสนี้แสดงให้เราเห็นว่า แม้アウトプット仮説 จะดูเป็นอุดมคติที่ให้ผู้เรียนลองผิดลองถูกเองก่อนแล้วผู้สอนจึงทำการปรับแก้ให้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง อาจจะมีปัจจัยหลายอย่าง ทำให้อุดมคตินี้ไม่สามารถเป็นจริงได้
เช่น
ธรรมชาติของผู้เรียน ถ้าผู้เรียนเป็นคนหมั่นทบทวนด้วยตัวเอง แม้จะต้อง Output สิ่งที่เพิ่งเคยเจอกระทันหัน ก็อาจจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว (แม้อาจจะไม่ถูกต้อง)
ช่วงอายุของผู้เรียน เพราะถ้าผู้เรียนยังไม่ถึงวัยที่สามารถคิดเป็นระบบได้อย่างเต็มที่ ก็อาจจะไม่สามารถทำความเข้าใจและ Outputได้ตามคำสั่ง (นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ ระดับประถมศึกษามักมีแต่วิชาเรียนท่องจำแบบInput ไม่เน้นใช้ความคิดและ Output มากนัก)
ความสามารถของผู้สอน อันนี้..เอาจริงๆสำคัญที่สุดเลยมั้ง เพราะถ้าผู้สอนไม่เข้าใจผู้เรียนและไม่ยึดหลัก i+1 ต่อให้ผู้เรียนจะเก่งสักเท่าไร การ Output ของเขาก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

ดังนั้น แปลว่าอะไร?

อือออออ ไม่อะไรทั้งนั้นแหละ จากข้อมูล 3เคสที่ไม่มีจุดร่วมเลยแบบนี้จะดึงข้อสรุปอะไรออกมาได้กัน
แต่อย่างน้อยๆ เราก็น่าจะได้เห็นความแตกต่างของผู้เรียน ที่แม้เราจะใช้ アウトプット仮説ในการสอนเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังแตกต่างกัน สำหรับการนำเสนอในครั้งนี้จึงขอนำเสนอแค่ว่า เงื่อนไขผู้เรียนต่าง ผลลัพธ์ก็ต่าง อยากได้ผลลัพธ์ที่น่าพงพอใจในผู้เรียนทุกคน เราอาจจะต้องปรับที่วิธีสอนก่อนทำการ Output นี้ด้วย ซึ่งก็น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ วู้ววว

ดังนั้น ก็ทำให้คิดว่า ถ้าเราสามารถ ผสมผสาน インプット仮設 กับ アウトプット仮説 ในการสอนได้เนี่ย มันน่าได้ผลลัพธ์ที่อุดมคติสุดๆไปเลยเนอะ

เอาล่ะ สำหรับเรื่องที่ว่าเราจะนำมันมาผสมให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นอุดมคติได้เมื่อไรนั้นนนนน

今後期待!!!

カントー
3月12日