第五章:アウトプット仮説からの?

第五章:アウトプット仮説からの?

คราวที่แล้วเราได้นำเสนอ 仮説 นึงที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนรู้ภาษา (และจริงๆมันก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับนานาศาสตร์บนโลกใบนี้ได้แหละนะ เราเชื่อ)
วันนี้เลยจะมาเสนออีก 仮説 ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของ インプット仮説 ซึ่งนั่นก็คือออออออ

アウトプット仮説!!!!!

อ่ะ แน่นอนแหละมันมี Input ก็ต้องมี Output เพื่อเช็คว่าเรารับอะไรไป แล้วทั้งหมดทั้งมวลที่เรารับไปนั้น เราสามารถดึงมันออกมาใช้ได้มากน้อยและถูกต้องเพียงใด
ว่าแต่มันจะได้ผลมากน้อยขนาดไหนกันนะ?

อันนี้คงตอบยาก แต่ในบทความนี้เราก็สามารถตอบได้ (จากประสบการณ์ของผู้เขียน)

เอาล่ะดังนั้นในครั้งนี้ เราจะมาเล่าประสบการณ์การลองใช้ アウトプット仮説 กับการสอนของเราให้ทุกคนฟัง (จริงๆก็คือเขียนให้อ่าน)
ขอแบ่งเป็นทั้งหมด 3เคสจากการสอน 3ครั้งให้กับนักเรียน 3กลุ่ม

เคสที่ 1: สอนภาษาญี่ปุ่นน้อง ม.6 (มินนะเล่ม4)

เราให้น้องแต่งประโยคด้วย 〜ところ น้องก็แต่งมาทำนองว่า
「今、ご飯を食べているところ。」
ซึ่งจากมุมมองของเรา ก็รู้สึกว่าโอเค แม้ประโยคมันจะไม่ได้แตกต่างจากตัวอย่างในหนังสือนัก แต่อย่างน้อยมันก็แปลว่าน้องเข้าใจ จึงสามารถ Output ออกมาใช้ได้
สำหรับเคสนี้จึงไม่ได้มีการแก้ไข Output เพื่อความถูกต้อง แต่สำหรับน้องคนนี้ ตอนสอน
ไวยกรณ์อื่นๆให้น้องเขา แล้วเราใช้วิธีนี้ พอมันต้องมีแก้ไขบ้าง รอบต่อๆไปน้องเขาก็ไม่ผิดแบบเดิมอีก เลยอาจจะสรุปได้ว่า アウトプット仮説 ค่อนข้างได้ผลกับน้องคนนี้

เคสที่ 2: สอนภาษาญี่ปุ่นน้อง ม.5 (มินนะเล่ม3)


สำหรับคนนี้ เราลองให้เขาแต่งประโยคโดยใช้ 〜し、〜し 
ปรากฎว่าน้องไม่สามารถแต่งได้ทันทีเหมือนในเคสที่ 1 ในครั้งแรก เราเลยลองใบ้ๆไปเป็นรอบที่ 1 . . . น้องก็เหมือนยังไม่อ๋อ
อ่ะใบ้เพิ่มไปคิดประโยคภาษาไทยให้ด้วยให้แปลมันเป็นญี่ปุ่นแล้วใส่ 〜し、〜し เพิ่ม
โอเค พอใบ้เพิ่มไป 2ครั้ง น้องสามารถทำตามที่เราต้องการได้ แต่ว่าฟอร์มของกริยา (dict fom) ยังผิดอยู่บ้าง เราก็แก้ไขไปตามที่ทำได้
ก็โดยผลลัพธ์แล้วมันก็พอถูๆไถๆอ่ะ แต่พอมันมีการใบ้ของเราเข้าไป เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเรียกว่า アウトプット仮説 ได้เต็มปากหรือเปล่า
ดังนั้นเคสนี้มันก็ทำให้เรารู้ว่า เออ Output เนี่ยมันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆมันอาจจะแล้วแต่คนก็ได้นะ

เคสที่ 3: สอนภาษาไทยให้เด็กประถมชาวปกากะญอที่จังหวัดตาก

สำหรับเคสนี้ เรา (หมายถึงฉันและน้องปี 1อีก 2คน) สอนเรื่องชนิดของประโยคให้น้องป.3 โดยให้ตัวอย่าง แล้วจากนั้นให้น้องๆ ลองเขียนประโยคบอกเล่า คำถาม คำสั่ง ขอร้อง แสดงความปรารถนา ตามคำนามที่กำหนดให้

เช่น คนที่หนึ่ง ได้คำว่า จักรยาน-ประโยคบอกเล่า

ปรากฎว่าให้เวลาไป 10กว่านาที ไม่มีใครสามารถทำตามคำสั่งได้เลย แม้แต่เด็กที่เราประเมินกันว่าเก่ง สามารถฟังและตอบฉะฉานเป็นภาษาไทยได้ จนสุดท้ายเราต้องคอยใบ้น้องทีละคนๆ (ก็เหมือนสอนซ้ำนั่นแหละ)
จากเคสนี้จริงๆมันมีรายละเอียดอะไรน่าสนใจเยอะเลยในสายตาเรา แต่มันจะยาวเกินไป จึงขอสรุปสั้นๆว่า มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (แงงงงงงง)

บทวิเคราะห์จากทั้ง 3เคส

แม้ข้อมูลที่เรามี ณ ตอนนี้จะน้อยและจับจุดร่วมได้น้อยมาก แต่จาก 3เคสนี้แสดงให้เราเห็นว่า แม้アウトプット仮説 จะดูเป็นอุดมคติที่ให้ผู้เรียนลองผิดลองถูกเองก่อนแล้วผู้สอนจึงทำการปรับแก้ให้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง อาจจะมีปัจจัยหลายอย่าง ทำให้อุดมคตินี้ไม่สามารถเป็นจริงได้
เช่น
ธรรมชาติของผู้เรียน ถ้าผู้เรียนเป็นคนหมั่นทบทวนด้วยตัวเอง แม้จะต้อง Output สิ่งที่เพิ่งเคยเจอกระทันหัน ก็อาจจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว (แม้อาจจะไม่ถูกต้อง)
ช่วงอายุของผู้เรียน เพราะถ้าผู้เรียนยังไม่ถึงวัยที่สามารถคิดเป็นระบบได้อย่างเต็มที่ ก็อาจจะไม่สามารถทำความเข้าใจและ Outputได้ตามคำสั่ง (นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ ระดับประถมศึกษามักมีแต่วิชาเรียนท่องจำแบบInput ไม่เน้นใช้ความคิดและ Output มากนัก)
ความสามารถของผู้สอน อันนี้..เอาจริงๆสำคัญที่สุดเลยมั้ง เพราะถ้าผู้สอนไม่เข้าใจผู้เรียนและไม่ยึดหลัก i+1 ต่อให้ผู้เรียนจะเก่งสักเท่าไร การ Output ของเขาก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

ดังนั้น แปลว่าอะไร?

อือออออ ไม่อะไรทั้งนั้นแหละ จากข้อมูล 3เคสที่ไม่มีจุดร่วมเลยแบบนี้จะดึงข้อสรุปอะไรออกมาได้กัน
แต่อย่างน้อยๆ เราก็น่าจะได้เห็นความแตกต่างของผู้เรียน ที่แม้เราจะใช้ アウトプット仮説ในการสอนเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังแตกต่างกัน สำหรับการนำเสนอในครั้งนี้จึงขอนำเสนอแค่ว่า เงื่อนไขผู้เรียนต่าง ผลลัพธ์ก็ต่าง อยากได้ผลลัพธ์ที่น่าพงพอใจในผู้เรียนทุกคน เราอาจจะต้องปรับที่วิธีสอนก่อนทำการ Output นี้ด้วย ซึ่งก็น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ วู้ววว

ดังนั้น ก็ทำให้คิดว่า ถ้าเราสามารถ ผสมผสาน インプット仮設 กับ アウトプット仮説 ในการสอนได้เนี่ย มันน่าได้ผลลัพธ์ที่อุดมคติสุดๆไปเลยเนอะ

เอาล่ะ สำหรับเรื่องที่ว่าเราจะนำมันมาผสมให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นอุดมคติได้เมื่อไรนั้นนนนน

今後期待!!!

カントー
3月12日