ก่อนที่จะเริ่มเข้าเนื้อหาหลักของบทความ ขอแอบประทับใจความขยันของตัวเองนิดนึงง ไม่น่าเชื่อว่าเขียนมาถึง 第十章 แล้วว
หวาววววว อย่างงี้ต้องฉลองด้วยยยยยย

โอเค ปรบมือเปอะแปะๆ พอเป็นพิธีเสร็จละ กลับมาเข้าเรื่องของเรากัน
วันนี้เราก็จะยังอยู่กับเรื่อง 格 หรือการกในภาษาญี่ปุ่นกันนะครับคุณผู้ชม คราวที่แล้วเราได้เกริ่นถึงระบบการกและบทบาทของมันในภาษาไปบ้างแล้ว
วันนี้เราจะมาลองทำความรู้จักกับทุกการกในภาษาญี่ปุ่นกันนอย่างคร่าวๆ
ถามว่าทำไมแค่คร่าวๆ เจาะละเอียดเลยไม่ดีหรอ
ตอบ ฉันมีความรู้มาเขียนแค่นี้จ้า แงงงงง (ประโยคนี้มีไว้ defend ตัวเองถ้ามีข้อผิดพลาด)
หากอ้างอิงจาก wikipedia แล้ว เราจะสามารถแบ่งการกในภาษาญี่ปุ่นได้เป็นทั้งสิ้น 7ชนิด (เยอะกว่าภาษารัสเซียอีกนะเนี่ย อ่านครั้งแรกนี่ตกใจเลย)
คื้ออออออออ
1.Nominative Case – 主格
แสดงว่าคำนามนั้นเป็น subject ของประโยค
ได้แก่ は が (แตกต่างกันยังไง ตามที่เราได้คุยกันในคาบเลย)
ตัวอย่าง 私の姉は大学生です
2.Genitive Case – 属格
แสดงความ possessive ของคำนาม
ได้แก่ の
ตัวอย่าง 私の姉は会社員です (ลองเทียบเป็นอังกฤษก็คือ My sister )
3.Dative Case – 与格
แสดง Indirect Object ในประโยค
ได้แก่ に
ตัวอย่าง 私は姉にケーキをあげた
4.Accusative Case – 対格
แสดง Direct Object ในประโยค
ได้แก่ を
ตัวอย่าง 私は姉にケーキをあげた
5.Lative Case / Locative Case – 処格
แสดงจุดมุ่งหมาย(destination ในการเดินทาง)ของประโยค
ได้แก่ へ に
ตัวอย่าง 私は京都へ行きます
6.Ablative Case – 奪格
แสดงสถานที่ที่จากมา(source) ของประโยค
ได้แก่ から
ตัวอย่าง 私はタイから来ました
7.Instrumental Case – 具格
แสดงการใช้คำนามนั้นเป็นเครื่องมือ
ได้แก่ で
ตัวอย่าง 私は飛行機でタイから来ました
และนั่นก็คือออออ การกทั้งหมดในภาษาญี่ปุ่นจ้าาาา (ย้ำอีกครั้งว่าอ้างอิงจาก wikipedia)
จากตะกอนความรู้เราคราวที่แล้วที่ว่า “บางภาษาไม่ผันการกที่คำนามแต่ใช้ preposition แสดงการกแทน” รวมกับตัวอย่างการกต่างๆในภาษาญี่ปุ่นคราวนี้
ก็ทำให้เราค้นพบ (จริงๆก็คืออ่านจากเวบแล้วก็จากวิชาภาษาศาสตร์เบื้องต้นแหละนะ) ว่าภาษาญี่ปุ่นนั้น
ไม่มี preposition !!!
แต่มีสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ปัจฉิมบท (postposition) แทน ซึ่งในที่นี้ก็คือเหล่า 助詞 นั่นเอง ถามว่าแล้วมันต่างกันยังไง คำตอบนั้นแสนเรียบง่าย แยกจากว่ามัน อยู่หน้า หรือ อยู่หลัง คำนาม
ลองยกตัวอย่างจาก Instrumental Case
ภาษาไทย
ฉันกินราเมงด้วยตะเกียบ
ภาษาญี่ปุ่น
箸でラーメんを食べる
เห็นภาพชัดขึ้นมั้ยนะ แฮะๆ
เอาล่ะสำหรับบทความนี้เราคงเป็นบทความแรกที่ไม่ได้มีสรุปอันเกิดจากการนั่งสมาธิคุยกับตัวเองเมื่อบทความอื่นๆ เพราะเป็นแค่การแบ่งปันเนื้อหาที่เราเจอจากเวบเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ว่าการที่เราเรียนภาษานั้นๆพร้อมกับความรู้ทางภาษาศาสตร์ (รวมถึงทฤษฎีทาง応用言語学) ไปด้วยก็อาจจะเป็นการเพิ่มวิธีตีความให้เข้าใจธรรมชาติของภาษานั้นๆได้ และนำไปสู่การใช้ให้ได้ใกล้เคียง 母語話者 ก็เป็นได้
อะไรนะ อ๋อจริงๆแล้วมีสรุปแหละ

たまには、甘いものの一口も必要でしょう!
4月21日
カントー






