第八章:話をより面白くする術

第八章:話をより面白くする術

คำเตือน บทความนี้เขียนในวัน April Fool ก็จริง
แต่ไม่ได้มีนัยยะใดเกี่ยวข้องกับ April Fool เลย ขอให้อ่านอย่างวางใจ (笑)

เอาล่ะๆ เคลียร์งานคณะที่รับผิดชอบไปหมดแล้ววว เริ่มต้นเดือนใหม่อย่างสดใส
หัวใจฉันในตอนนี้นั้น เป็นดั่งดอกซากุระสีชมพูระเรื่อ เบ่งบานอย่างเขินอายต้อนรับสายลมแสงแดดแห่งฤดูใบไม้ผลิ
เหอะๆ งงล่ะซี่ ทำไมวันนี้ถึงเจ้าบทเจ้ากลอน
นั่นก็เพราะ วันนี้เราจะมาพูดถึงงงงงงง (รัวกลอง)

วิธีการเขียนเรื่องราวให้สนุกยังไงล่ะะะะะ

อ้าวๆๆๆๆ แล้วมันต่างจากการพรรณนาให้เห็นภาพ (目に浮かぶ描写) แบบครั้งก่อนยังไง งงเด้ออ
คืองี้ๆ โอเค การพรรณนาให้เห็นภาพเนี่ย มันก็คือพื้นฐานหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ดีนั่นแหละ แต่วันนี้เราจะมาเน้นที่ การสร้างเนื้อเรื่องーการเดินเรื่องーการจบให้สวยๆ กัน

สำหรับแบบฝึกหัดรอบนี้ อาจารย์ให้ Story Guideline มา แล้วให้ทุกคนไปแต่งใหม่ให้มันสนุกมากขึ้น (เราจะข้ามนิยามของคำว่าสนุกไปละกันนะ)
เรื่องคร่าวๆเป็นงี้ทุกคน

ตัวเอกของเราไปเจอผีเข้า หลายผีเลยแหละ หนีไปก็ไปเจอบ้านผีอีก
น่าสงสารมาก ผีจริงๆ! แล้วตอนท้าย เพื่อนตัวเอกก็มาช่วยไว้
-จบ-

จริงๆตอนแรกเครียดมากเลยนะ เพราะเรารู้สึกว่า แบบฝึกหัดครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความสามารถทางภาษาแล้วอ่ะ มันคือ ความสร้างสรรค์ (ที่ตัวฉันมีอยู่น้อยนิด) แต่ก็พยายามกัดฟันทำให้ดีที่สุด (และขอสารภาพว่า ช่วงท้ายๆ ข้าน้อย ไม่มีเวลาเขียน จึงตัดบทดื้อๆแบบที่เห็น ขอรับ ผู้อ่านทุกท่านได้โปรดให้อภัย)
อ่ะ ขอโทษพอเป็นพิธีแล้ว ตัวเต็มของเราอยู่ตามลิ้งก์ข้างล่างเลยจ้าา
(ยังไม่ได้แก้ตาม feedback)

https://docs.google.com/document/d/1909Znz_-rL-WVNjgNkRRBYJo_X2jOgQF3vOsCSUPGxs/edit?usp=sharing

เป็นอย่างไรกันบ้าง พอจะสนุกมั้ยนะะ แฮะๆๆ ใน 空想作文 จะพยายามให้มากขึ้นนะ แงงงง

เอาล่ะ มาถีง 反省会 เรามาเริ่มจากจุดที่ต้องแก้ก่อนดีกว่า

1.身にまとう : อันนี้เราจงใจใช้คำที่ไม่คุ้นเองด้วยแหละ แฮะๆ น่าสนใจดี กริยา まとう นี่ ไม่ใช้ を แต่เป็น に เนอะะ จดๆๆๆ
2.近づい:มือลั่นครับ…
3.僕:อันนี้น่าจะโดนแก้มาเพราะ เชื่อมโยงกับกริยาข้างหลัง
คือ ตอนแรกเราต้องการเขียนว่า ตัวเอก(ผม)ตอบเช่นนั้นแล้วเดินออกมาจากเธอ แต่อาจจะเพราะเราใช้กริยา 去る ซึ่งอาจารย์บอกว่ามันมีเซ้นส์ของ “หายไป” มากกว่า อาจารย์เลยคิดว่า เราต้องการบอกว่า หญิงสาวหายไป (彼女去った)は มันมาอยู่ตรงนี้ ของตัวเอกข้างหน้าเลยต้องเป็น が
แต่นี่ลองไปธิบายให้อาจารย์ฟังแล้วว่าต้องการสื่ออะไร ดังนั้น เราคิดว่า ถ้าเราต้องการเขียนว่า เราตอบแล้วเดินออกมา น่าจะเป็น 僕 เหมือนเดิม (รออาจารย์มาตอบครับ ตรงนี้)
4.その場を去った:อันนี้ต่อจากข้อ 3 ก็นั่นแหละ เพราะ 去る ให้ความรู้สึกว่าหายไป เสียมากกว่าดังนั้น ถ้าใช้กับคนมันจะกลายเป็นว่า เขาหายไป ถ้าเรายืนยันจะเขียนเนื้อหาแบบนี้ ก็ต้องเปลี่ยนคำนามตรงนั้นจาก 彼女 เป็น その場
5.歩き続けたら:มือลั่นนนนน //ตีมือตัวเองๆ
6.その彼女:อันนี้ เรารู้สึกว่าต้องเป็น が มากเลยอ่ะ ดังนั้นพอต้องแก้มันก็เลยเหลือแค่は (เพราะมันเป็น 旧情報 เหรอ?)
7.追われていん:มือลั่นชุบแป้งทอดดดดดด //เศร้ามาก ขออภัยในความสะเพร่านี้
8.ところ:อันนี้ตอนเขียนในหัวคงเป็น 聞きたいことがあるんだมันเลยไปย่อติด ところ เหอะๆๆๆ

เครรร ความผิดพลาด (ที่อาจารย์ feedback มา) ในครั้งนี้มีเท่านี้ ต่อไปเราจะมาดู feedback จากเพื่อนๆกัน ครั้งนี้เราได้คอมเม้น “จุดที่ถ้ามีน่าจะดีขึ้น” มา 2ใบ

คนที่หนึ่ง น่าจะบรรยายให้ละเอียดกว่านี้หน่อย
คนที่สอง ช่วงท้ายน่าจะบรรยายละเอียดกว่านี้หน่อย

อ่านแล้วก็อมยิ้ม เพราะอย่างที่บอกไปว่า ด้วยความที่เราไม่มีเวลาแต่ง ช่วงท้ายเราเลยตัดบทมันดื้อๆเลย แล้วคนอ่านเขาก็รู้ทันเราด้วย แฮะๆๆ
โอเค ความสม่ำเสมอของเนื้อเรื่อง นี่เป็นข้อผิดพลาดนึงที่เราจะเอาไปแก้

นอกจากที่ทุกคนช่วยกันคอมเม้นแล้ว
เราก็มี feedback ให้ตัวเองเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นเหมือนกัน

1. เราคิดว่า style การเขียนแบบ บทพูดปนคำบรรยาย ที่เราเขียนมันโอเคแล้ว ทำให้เดินเรื่องต่อได้สะดวก ดังนั้นรอบต่อไปก็น่าจะใช้ style นี้ (ล่ะมั้ง)
2. การเปิดเรื่อง จากที่วันนี้ได้อ่านตัวอย่างอื่นๆในห้อง คิดว่าเราน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้ แต่ยังไงนั้น ขอเวลาวิเคราะห์การเขียนที่ดีก่อน
3. การพรรณนา สำหรับครั้งนี้ เหมือนตัวเราเองเน้น การเดินเรื่อง มากกว่า พรรณนาภาพต่างๆให้เห็น อันนี้ไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ดี อาจจะขึ้นอยู่กับว่าเขียนเกี่ยวกับอะไรอยู่ด้วย ก็ต้องดูๆกันต่อไป
4. おち ของเราครั้งนี้ยังทำได้ไม่ค่อยดี (เรียกว่าแย่ได้เลยมั้ง) ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ จะขอแก้มือรอบหน้าจ้าาา

ก็น่าจะประมาณนี้แหละมั้ง

โห ยาวที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาเลยมั้งเนี่ยยย
ก็สำหรับส่วนสรุปนี้ ก็มีแค่ว่า แบบฝึกหัดนี้ สนุกดี ถ้าเรามีเวลาอยู่กับมันนานๆก็คงจะยิ่งสนุก และพัฒนาได้เยอะกว่านี้
ซึ่ง! ในการเขียน 空想作文 เราจะให้เวลามันมากกว่านึ้ และนำสิ่งที่สังเกตจากครั้งนี้ไปพัฒนาให้ดีขึ้นอีกแน่นอน ยังไงก็รบกวนทุกคน ช่วยอ่านและคอมเม้นด้วยครับบ

空想作文、作成中

4月1日
カントー

第七章:春替え

第七章:春替え

梅の花 咲きて散りなば 
桜花 継ぎて咲くべく なりにてあらずや
万葉集:〇八二九

สวัสดีจ้าาาา ทุกคน ครั้งนี้ไม่ได้มีสาระอะไรมาเขียน แต่เห็นว่าตอนนี้ ซากุระที่ญี่ปุ่นกำลังบาน เลยคิดว่า blog เรามันจะคงธีมเกียวโต (เหรอ) ขวางโลกเป็น 紅葉 ไปก็ใช่เรื่อง ซากุระเกียวโตก็สวยนะะะะะ ก็เลยยกต้น 紅葉 ออก แล้วปลูกต้น แทนจ้าาาา ปรบมื้ออออออออ

โอเค วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้มีแค่นี้แหละ แต่กลัวจะสั้นไปไงง ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอใช้เป็นบทความไร้สาระ ลงรูปซากุระที่เราถ่ายจากเกียวโตเมื่อปีก่อนด้วยเลยแล้วกันนน

รูปนี้ลองถ่ายแบบย้อนแสงขึ้นไป ก็ได้กลีบที่สวยดีนะะ
อันนี้ก็ถ่ายย้อนแสงอีกรูป ที่ 二条城 มีมุมให้ถ่ายเยอะนะ ใส่กิโมโนแล้วไปถ่ายโลดดด
อันนี้จาก 天神川 เราชอบทีสุด เพราะว่าตอนนั้นพ่อกับแม่ไปเที่ยวพอดี แล้วก็เลยได้นั่งดูนั่งถ่ายด้วยกัน เรียกว่าเป็นที่แห่งความทรงจำของครอบครัวเลยก็ได้
ชอบซากุระอีกอย่าง ตอนเวลามันร่วงแล้วเป็น 花吹雪 อ่ะ สวยมากกกก เสียดายที่มือถือไม่ดีพอจะถ่ายคลิป แงงง
ความสร้างสรรค์ของประเทศนี้คือ ทุกอย่างขายได้ เอาเซ่!!!!!
อันนี้รสชาติไม่แย่นะ สำหรับอาหารที่ทำจากซากุระ หาได้ตาม Family Mart เลยจ้าาา

โอเคคค ไร้สาระกับพอหอมปากหอมคออ

ก็ยังไงก็ขอฝาก カントー日記 (春版) ไว้เช่นเคย เทอมนี้ก็เหลืออีกแค่ เดือนกว่าๆ ขอให้เป็นเดือนสุดท้ายที่สนุกและเต็มไปด้วยการเรียนรู้ เพื่อที่เราจะได้เติบโตและเบ่งบานเหมือนดอกซากุระจ้าาาา

変わりゆく季節は心を清めてくれる

4月1日
カントー

第六章:目に浮かぶ描写の秘密

第六章:目に浮かぶ描写の秘密

「これはホテルで起きた話です」

อ่ะ จั่วหัวสั้นๆให้งงกันเล่นก่อน
ที่เขียนไปข้างบนนั้น ไม่ใช่ข้อความขายตรงหรือนวนิยายซีไรต์ปีไหนแต่อย่างใด เป็นการบ้านเราของคาบวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมาเองจ้า (จริงๆอาจารย์อยากให้เขียนเรื่องนี้นานแล้ว แต่ข้าน้อยเพิ่งจะหาเวลาได้จ้าา ต้องขออภัยทุกคนและอาจารย์ในความเลทไม่อายฟ้าดินนี้ด้วย แงงง)
เอาล่ะๆ เข้าเรื่องหัวข้อในครั้งนี้คืออะไรกันนะ แน่นอนว่าตามชื่อบทความนั่นแหละ มันก็คืออออออออ

พรรณนาอย่างไรให้ผู้ฟัง/ผู้อ่าน เห็นเป็นภาพ 3มิติในหัว (เว่อสุด)

ซึ่งการบ้านครั้งนี้แบ่งเป็น 2เรื่องคือ 赤ちゃん กับ 外国人 ไม่ว่ารื่องไหนก็มีความยากแตกต่างกันไป
ตัวเราได้เรื่อง 外国人 ก็รอบแรกในห้องก็คือดูภาพการ์ตูนแบบ 四コマ แล้วให้เล่าให้เพื่อนฟังว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร โหห ฟังคำสั่งก็ท้อแล้ววววว

ซึ่งสำหรับรอบแรก จะเป็นการเล่าสด フィラー และ あいづち ทุกอย่างถือเป็นองค์ประกอบของเรื่องหมด
แต่รอบที่สอง เราจะได้ลองเอาครั้งแรกไปปรับให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น โดยตัด フィラーและ あいづち ออก แล้วยังสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดได้เองด้วยในระดับนึง
เอาล่ะ รอบสองที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดนั้นเป็นแบบนี้

「これはホテルに(で)起きた話です。お父さんと中学生の息子がホテルのフロントで人を待っています。お父さんが新聞を読んで、時間を潰しています。息子の方はただ暇で、周りを見ています。そこで突然、地図を見ている観光客と視線が合いました。その外国人は道を聞く人を探していた様子です。なので、目があった息子の方に歩いて(歩いてきて)、道を聞こうとしました。息子は自分の方に歩いてくる外国人を見て、絶対道を聞かれると思って、逃げる方法を探し始めました。そこで、息子はお父さんが読んでいた新聞に頭を割り込んで、「何読んでいるの?」とお父さんと(に)話しかけるフリをして、その外国人を見て見ぬ振りをします。なので、その外国人を仕方なく、ほかの人に道を聞きました(聞くことになりなした)。おしまい。」

目に浮かんだかな?笑笑
เนื้อเรื่องที่เล่าไปนั้น ตัวหนาคือที่อาจารย์ Comment เพิ่มเติม และในวงเล็บคือคำตอบที่ลองแก้ดู

เนื้อเรื่องฉบับไทยเผื่อที่เราเขียนมันเกินเยียวยา
หนุ่มน้อยอยู่กับคุณพ่อที่อ่านนสพ.อยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม แล้วจู่ๆก็ไปสบตากับนักท่องเที่ยวที่ที่เหมือนจะหลงทางอยู่เข้า นักท่องเที่ยวเลยเดินเข้ามาจะถามทางหนุ่มน้อย ทีนี้หนุ่มน้อยตัวจ้อยก็ขี้เกียจตอบไง (หรือเขินที่ถ้าตอบ ก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษก็ไม่แน่ใจ) เอ้า ทำไงล่ะ หนุ่มน้อยเลยทำเป็นไม่เห็นนักท่องเที่ยว (แต่สบตาไปแล้วนะลูก…) แล้วยื่นหัวเข้าไปอ่านนสพ.กับคุณพ่อ
ป.ล. นี่เป็นเนื้อเรื่องที่เราตีความจากภาพเอานะ จริงๆอาจจะไม่ใช่แบบนี้

สำหรับบทความนี้เราจะไม่ขอลงรายละเอียดว่า ทำไมอันนี้ควรแก้เป็นงี้ และตัวเราคิดเห็นอย่างไรกับแกรมม่าของตัวเอง และที่อาจารย์แนะนำเพิ่มเติม
รอบนี้เราอยากลองเน้นที่

การทำแบบฝึกหัดนี้ เราเข้าใจ 秘密 ของ การเขียนพรรณนาที่ดีควรเป็นอย่างไร มากขึ้นเพียงใด

อ่ะ ลองเทียบเป็น ก่อน กับ หลัง ทำแบบฝึกหัดนี้ละกัน เผื่อจะเห็นพัฒาการมากขึ้น

ก่อนทำ
1.เน้นการกระทำ เพราะมันคิดภาพตามได้ง่าย
2.ใช้คำศัพท์ที่ผู้ฟัง/ผู้อ่านเข้าใจ ไม่ต้องเว่อวังแม้ภาษามันจะสวยเพียงใด เพราะถ้าผู้ฟังไม่รู้ศัพท์นั้น การเล่าเรื่องของเราก็ถือว่าล้มเหลว

หลังทำ(สิ่งที่เห็นมากขึ้น)
3. การเน้นการกระทำนั้น ดูจะมาถูกทางแล้ว แต่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยการใช้ 複合動詞 เพราะมันช่วยให้จินตนาการตามได้มากขึ้นไปอีก
อันนี้จากที่สังเกตตัวเอง หลายๆครั้งเราพอจะทำได้อยู่ แต่คลังศัพท์複合動詞 เราอาจจะยังน้อยไป ต้องเพิ่มอีกเยอะเลย ฮึบๆ

4. Onomatopoeia และ 副詞 ก็เสริมมิติและสีสันของเรื่องได้ดี
อันนี้เรารู้นะว่าควรทำ แต่เอาเข้าจริงลืมใช้ทุกทีสิน่าาา อย่างมากมี 副詞 นิดหน่อย แงงง

5. หนึ่งประโยคควรจะกระชับว่าใคร ทำอะไร เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้ฟัง ไม่ใช่ ~て、~て ไปเรื่อยๆ
ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรายังบังคับสมองให้ทำไม่ได้สักที อาจจะเพราะชินกับการพูดแบบบทสนทนามากไป แต่จะพยายามปรับไปเรื่อยๆ

6. การแบ่งเล่าระหว่างเรื่องที่ ทำโดยตั้งใจ กับ ทำอย่างช่วยไม่ได้ อันนี้จากประโยคสุดท้าย อาจารย์แนะนำให้ใช้เป็น ~になった
ตอนแรกเราก็สงสัยว่าทำไมต้องเป็นสำนวนที่แสดงการต้องทำอย่างช่วยไม่ได้ แต่พอลองอ่านตั้งแต่ต้นอีกที เราก็รู้สึกว่า เออ สำหรับประโยคจบเนี่ย ถ้ามันเป็นการบอกสภาพมากกว่าการกระทำมันก็ดูเป็นฉากจบที่ดีนะ

อ่ะ สำหรับแบบฝึกหัดนี้ เรามีสิ่งที่สังเกตเห็นจากการลองทำเองประมาณนี้แล
จริงๆแอบเสียดายมากที่ไม่ได้เต็มที่กับรอบนี้เท่าไร เพราะมีงานอื่นๆมากมายมาแย่งเวลาชีวิต ทั้งๆที่แบบฝึกหัดนี้ มันตรงกับความคาดหวังของเราจากวิชานี้ว่า อยากเล่าเรื่องให้สนุก ตลก น่ากลัวได้ พอเอาเข้าจริง มันกลับยากและไม่มีเวลาให้มัน จนสุดท้ายก็เผาๆไปเสียได้ แงงงง ร้องไห้จริงๆแล้วนะเนี่ย ในอนาคตก็ไม่รู้จะได้ฝึกทำอะไรแบบนี้อีกไหมด้วย แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นแบบฝึกหัดที่สนุกและมีคุณค่ากับเราจริงๆ ทริคต่างๆที่ได้จากแบบฝึกหัดนี้ เราคาดหวังจะเอาไปประยุกต์ใช้ต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาษาอะไรก็ตาม

話し口は身に付くべき魅力の一つである

カントー
3月25日

第五章:アウトプット仮説からの?

第五章:アウトプット仮説からの?

คราวที่แล้วเราได้นำเสนอ 仮説 นึงที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเรียนรู้ภาษา (และจริงๆมันก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับนานาศาสตร์บนโลกใบนี้ได้แหละนะ เราเชื่อ)
วันนี้เลยจะมาเสนออีก 仮説 ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของ インプット仮説 ซึ่งนั่นก็คือออออออ

アウトプット仮説!!!!!

อ่ะ แน่นอนแหละมันมี Input ก็ต้องมี Output เพื่อเช็คว่าเรารับอะไรไป แล้วทั้งหมดทั้งมวลที่เรารับไปนั้น เราสามารถดึงมันออกมาใช้ได้มากน้อยและถูกต้องเพียงใด
ว่าแต่มันจะได้ผลมากน้อยขนาดไหนกันนะ?

อันนี้คงตอบยาก แต่ในบทความนี้เราก็สามารถตอบได้ (จากประสบการณ์ของผู้เขียน)

เอาล่ะดังนั้นในครั้งนี้ เราจะมาเล่าประสบการณ์การลองใช้ アウトプット仮説 กับการสอนของเราให้ทุกคนฟัง (จริงๆก็คือเขียนให้อ่าน)
ขอแบ่งเป็นทั้งหมด 3เคสจากการสอน 3ครั้งให้กับนักเรียน 3กลุ่ม

เคสที่ 1: สอนภาษาญี่ปุ่นน้อง ม.6 (มินนะเล่ม4)

เราให้น้องแต่งประโยคด้วย 〜ところ น้องก็แต่งมาทำนองว่า
「今、ご飯を食べているところ。」
ซึ่งจากมุมมองของเรา ก็รู้สึกว่าโอเค แม้ประโยคมันจะไม่ได้แตกต่างจากตัวอย่างในหนังสือนัก แต่อย่างน้อยมันก็แปลว่าน้องเข้าใจ จึงสามารถ Output ออกมาใช้ได้
สำหรับเคสนี้จึงไม่ได้มีการแก้ไข Output เพื่อความถูกต้อง แต่สำหรับน้องคนนี้ ตอนสอน
ไวยกรณ์อื่นๆให้น้องเขา แล้วเราใช้วิธีนี้ พอมันต้องมีแก้ไขบ้าง รอบต่อๆไปน้องเขาก็ไม่ผิดแบบเดิมอีก เลยอาจจะสรุปได้ว่า アウトプット仮説 ค่อนข้างได้ผลกับน้องคนนี้

เคสที่ 2: สอนภาษาญี่ปุ่นน้อง ม.5 (มินนะเล่ม3)


สำหรับคนนี้ เราลองให้เขาแต่งประโยคโดยใช้ 〜し、〜し 
ปรากฎว่าน้องไม่สามารถแต่งได้ทันทีเหมือนในเคสที่ 1 ในครั้งแรก เราเลยลองใบ้ๆไปเป็นรอบที่ 1 . . . น้องก็เหมือนยังไม่อ๋อ
อ่ะใบ้เพิ่มไปคิดประโยคภาษาไทยให้ด้วยให้แปลมันเป็นญี่ปุ่นแล้วใส่ 〜し、〜し เพิ่ม
โอเค พอใบ้เพิ่มไป 2ครั้ง น้องสามารถทำตามที่เราต้องการได้ แต่ว่าฟอร์มของกริยา (dict fom) ยังผิดอยู่บ้าง เราก็แก้ไขไปตามที่ทำได้
ก็โดยผลลัพธ์แล้วมันก็พอถูๆไถๆอ่ะ แต่พอมันมีการใบ้ของเราเข้าไป เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเรียกว่า アウトプット仮説 ได้เต็มปากหรือเปล่า
ดังนั้นเคสนี้มันก็ทำให้เรารู้ว่า เออ Output เนี่ยมันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆมันอาจจะแล้วแต่คนก็ได้นะ

เคสที่ 3: สอนภาษาไทยให้เด็กประถมชาวปกากะญอที่จังหวัดตาก

สำหรับเคสนี้ เรา (หมายถึงฉันและน้องปี 1อีก 2คน) สอนเรื่องชนิดของประโยคให้น้องป.3 โดยให้ตัวอย่าง แล้วจากนั้นให้น้องๆ ลองเขียนประโยคบอกเล่า คำถาม คำสั่ง ขอร้อง แสดงความปรารถนา ตามคำนามที่กำหนดให้

เช่น คนที่หนึ่ง ได้คำว่า จักรยาน-ประโยคบอกเล่า

ปรากฎว่าให้เวลาไป 10กว่านาที ไม่มีใครสามารถทำตามคำสั่งได้เลย แม้แต่เด็กที่เราประเมินกันว่าเก่ง สามารถฟังและตอบฉะฉานเป็นภาษาไทยได้ จนสุดท้ายเราต้องคอยใบ้น้องทีละคนๆ (ก็เหมือนสอนซ้ำนั่นแหละ)
จากเคสนี้จริงๆมันมีรายละเอียดอะไรน่าสนใจเยอะเลยในสายตาเรา แต่มันจะยาวเกินไป จึงขอสรุปสั้นๆว่า มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (แงงงงงงง)

บทวิเคราะห์จากทั้ง 3เคส

แม้ข้อมูลที่เรามี ณ ตอนนี้จะน้อยและจับจุดร่วมได้น้อยมาก แต่จาก 3เคสนี้แสดงให้เราเห็นว่า แม้アウトプット仮説 จะดูเป็นอุดมคติที่ให้ผู้เรียนลองผิดลองถูกเองก่อนแล้วผู้สอนจึงทำการปรับแก้ให้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง อาจจะมีปัจจัยหลายอย่าง ทำให้อุดมคตินี้ไม่สามารถเป็นจริงได้
เช่น
ธรรมชาติของผู้เรียน ถ้าผู้เรียนเป็นคนหมั่นทบทวนด้วยตัวเอง แม้จะต้อง Output สิ่งที่เพิ่งเคยเจอกระทันหัน ก็อาจจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว (แม้อาจจะไม่ถูกต้อง)
ช่วงอายุของผู้เรียน เพราะถ้าผู้เรียนยังไม่ถึงวัยที่สามารถคิดเป็นระบบได้อย่างเต็มที่ ก็อาจจะไม่สามารถทำความเข้าใจและ Outputได้ตามคำสั่ง (นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ ระดับประถมศึกษามักมีแต่วิชาเรียนท่องจำแบบInput ไม่เน้นใช้ความคิดและ Output มากนัก)
ความสามารถของผู้สอน อันนี้..เอาจริงๆสำคัญที่สุดเลยมั้ง เพราะถ้าผู้สอนไม่เข้าใจผู้เรียนและไม่ยึดหลัก i+1 ต่อให้ผู้เรียนจะเก่งสักเท่าไร การ Output ของเขาก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

ดังนั้น แปลว่าอะไร?

อือออออ ไม่อะไรทั้งนั้นแหละ จากข้อมูล 3เคสที่ไม่มีจุดร่วมเลยแบบนี้จะดึงข้อสรุปอะไรออกมาได้กัน
แต่อย่างน้อยๆ เราก็น่าจะได้เห็นความแตกต่างของผู้เรียน ที่แม้เราจะใช้ アウトプット仮説ในการสอนเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังแตกต่างกัน สำหรับการนำเสนอในครั้งนี้จึงขอนำเสนอแค่ว่า เงื่อนไขผู้เรียนต่าง ผลลัพธ์ก็ต่าง อยากได้ผลลัพธ์ที่น่าพงพอใจในผู้เรียนทุกคน เราอาจจะต้องปรับที่วิธีสอนก่อนทำการ Output นี้ด้วย ซึ่งก็น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ วู้ววว

ดังนั้น ก็ทำให้คิดว่า ถ้าเราสามารถ ผสมผสาน インプット仮設 กับ アウトプット仮説 ในการสอนได้เนี่ย มันน่าได้ผลลัพธ์ที่อุดมคติสุดๆไปเลยเนอะ

เอาล่ะ สำหรับเรื่องที่ว่าเราจะนำมันมาผสมให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นอุดมคติได้เมื่อไรนั้นนนนน

今後期待!!!

カントー
3月12日

第四章:手際よく説明するには

第四章:手際よく説明するには

ทุกคนมั่นใจไหมว่าสามารถบอกทางไปที่ไหนๆได้อย่างถูกต้องและเข้าใจง่าย ?

เราคนนึงแหละที่ไม่สามารถทำได้แน่ๆ ยิ่งสมมุติโดนใครไม่รู้มาถามทางอย่างกะทันหันแล้วล่ะก็ ฮึๆๆ ขอโทษครับ พี่ถามผิดคนแล้ว. . .
แต่ก็เพราะอยากจะบอกทางแบบสั้นๆแต่เป๊ะๆแบบคนอื่นๆเขาได้
แบบฝึกหัด 手際のよい説明 รอบนี้ที่มีโจทย์ว่าบอกทางจาก บีทีเอสช่องนนทรีถึงตึกบรม เลยตั้งใจพอตัว ตอนทำก็คิดอยู่ตลอดว่า

“ต้องสั้นที่สุด และก็ต้องชัดเจนที่สุด”

เพราะเราเองก็เป็นคนประเภท ยาวไปไม่อ่าน ก็เลยมีความคิดว่า การบอกทางเนี่ย มันควรจะสั้นแต่เคลียร์ เอาล่ะ แล้วพอลองเขียนจริงๆ (และเป็นภาษาที่สอง) มันจะเป็นไปตามที่ตั้งใจไหมนะ ลองมาดูกัน

BTS チョンノンシーからチュラロンコン大学文学部BRKビルまでの行き方は次の通りです。

まず、 スパチャラサイ国立競技場(National Stadium)行きの電車に乗って、終点の一個前のシャム駅 (Siam) に降りてください。
シャム駅に着いたら、右を曲がって、改札まで降りて、6番の出口(セントラルワールド方面)を出てください。

改札を出たところに「KARMART」というピンク色の店があります。その店の右側にある道を進んでください。

30mくらい進んだら、右側にMKというレストランの店の看板があります。その看板を通ったら右の階段を下りてください。階段を降りたら、80mくらい先にバス停があります。そのバス停で1号のチュラ大のバスに乗ってください。(このチュラ大のバスというのはチュラロンコン大学の周りを走る無料のピンク色のシャトルバスです。)

1号のバスはシャムワン、スカーラ映画館、トリアムウドム高等学校を通って、チュラ大の正門に入ります。正門に入ってからの二番目のバス停(文学部停)に降りてください。

それから、80mくらい右に進んでください。そしたら、左側にある一番目の白いビルがBRKビルです。

เอาล่ะ เป็นไงบ้างพอจะถูไถได้ไหมนะ
แล้วก็ หลังจาก discuss กันในห้องไปก็ได้รับความเห็นที่เป็นประโยชน์หลายๆอย่างมาปรับปรุงด้วยตัวเองอีกครั้ง ซึ่งก็คือจุดที่ทำตัวหนาไว้ข้างบนอย่างไงล่ะ
กรณีของเรา เราได้คอมเม้นหลักๆมาว่า

1. ยังมีความคลุมเคลือของซ้าย-ขวา
2. อธิบายลักษณะของตึกบรมน้อยไป คนที่ไม่เคยเห็นอาจจะยังไม่รู้
ก็เลยลองแก้จุดต่างๆเป็นแบบนี้

シャム駅 ➡ サイアム駅 (อันนี้ไม่มีอะไร เราแค่ไม่ได้ QC แล้วเผลอใช้คำว่าสยามแบบเก่าไป ช่างน่าอายจริงๆ (〃▽〃))

その店の右側にある道を進んでください ➡ その店を左手にして、隣の道を進んでください。 (อันนี้เพื่อเพิ่มความชัดเจนว่าทางเดินอยู่ทางไหนของร้าน)

その看板を通ったら右の階段を下りてください ➡ その看板を通ったら右にある
直ぐの階段を下りてください。 (อันนี้ก็เพื่อเพิ่มความชัดเจนเช่นกัน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ตรงนั้นมันมีบันไดลง 2จุด)

それから、80mくらい右に進んでください。そしたら、左側にある一番目の白いビルがBRKビルです。 ➡ それから、40mくらい真っ直ぐ進んだら、右側の20m先に駐輪所があります。駐輪所に向けて進んでください。そして、駐輪所を右手にして、左手にあるずくの白いビルが文学部のBRKビルです。(อันนี้เพิ่มความละเอียดหลังลงรถปอพดู แต่เราก็ไม่ได้อธิบายลักษณะของตึกบรมเพิ่มอยู่ดี อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของนิสัยการเขียนมั้ง เพราะจริงๆก็รู้ว่ามันควรจะทำให้เห็นภาพ แต่พอเขียนดู มันก็คิดว่าไม่ต้องอธิบายก็ได้)

อ่ะ พอได้ดราฟสองแล้ว ก็ส่งไปแล้วก็รับคอมเม้นจากอาจารย์ตามระเบียบ (แน่นอนว่าหมายถึง feedback ที่เต็มไปด้วยตัวแดงอ่ะนะ)
ซึ่ง ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ เราก็ยังไม่ได้เปิดอ่านเลยนะ อยากลองเปิดดูแล้วสังเกตจุดด้อยในการเขียนครั้งนี้ของตัวเองแบบ real time แล้วจะรวบรวมเป็นข้อๆให้เห็นง่ายๆเนอะ

อ่ะ ลองแก้เองก่อน หลังอ่าน feedback

  1. 降りる ➡ 降りる : อันนี้คุยกันในห้องไปแล้ว สะเพร่าลืมแก้ในดราฟ 2เอง
  2. 右にあるすぐの階段 ➡ すぐ右にある階段:อันนี้น่าสนใจมาก เพราะถึงจะต้องแก้ แต่มันยังไม่บันทึกไปในหัวว่าทำไมต้องแก้เป็นแบบนี้ เหมือนแค่จำๆไป
  3. 右側の20m先 ➡ 20m先の右側:เออ อันนี้ตลกมาก ทำไมไม่สังเกตนะ เด๋อด๋าจริงๆ
  4. 40mくらい真っ直ぐ進んで (อาจจะไม่รู้ว่าต้องตรงไปทางไหน) ➡ バス停を右側にして、40mくらい進んで
  5. 文学部停 (ตกคันจิไป 1ตัว) ➡ 文学部バス停 (อย่าว่าฉันเลย ฉันไม่รู้แล้วจริงๆว่ามันต้องเติมอะไร)
  6. ずく(สะกดผิดแบบเด๋อๆ) ➡ すぐ
  7. 道 、バス1 (การเลือกใช้คำ) ➡ 道路、バス1 (ไม่รู้แล้วจริงๆเหมือนกัน แงงงงง)
  8. 右に曲がって、改札まで降りてください ➡ …………. อันนี้แย่มากก ลืมแก้แล้วไปดูเฉลย เราจะถือว่าเราแก้ไม่ได้แล้วกัน (T_T)

อ่ะ ลองเทียบกับที่อาจารย์คาดหวังให้เป็น

มีที่เดาใจอาจารย์ (เหรอ?)ไม่ถูก 2จุดคือ
7. 道 ➡ スカイウオーク:ฮาาาาา ตล๊กกกกก ทำไมไม่มีคำนี้ในหัวกันนะะ
8. 右に曲がって、改札まで降りてください ➡ 右側の階段に降りて、改札まで向かってください:อันนี้ชอบบบ เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลย ประทับใจ (เอ๊ะ?)

はい、これから反省会でございます

โหห น่าอายมากจริงๆ รอบนี้
คือถ้าไวยกรณ์ผิดแบบทั้งประโยคอะไรแบบนี้เยอะๆ ยังรู้สึกดีกว่านี้อ่ะ นี่คือผิดเล็กผิดน้อยแบบตรวจทานไม่ดี น่าเกลียดมากจริงๆ
รอบหน้าไม่ใช่แค่ทำแบบฝึกหัด แต่คงต้องฝึก QC อย่างละเอียดรอบคอบด้วยแล้วแหละ

แล้วก็ส่วนที่ไม่ได้โดนไวยกรณ์อะไรมากนี่ ไม่แน่ใจว่าสำหรับครั้งนี้เราเขียนออกมาได้ชัดเจนในระดับนึงแล้วรึป่าว คิดว่าเรื่องการนิยามสถานที่หรือพาหนะ ในรอบนี้เราทำได้โอเคอยู่
(ยกเว้นตึกบรม) ขาดไปแค่เรื่องความชัดเจนของซ้าย-ขวาจริงๆนั่นแหละ ถ้ามีโอกาสเขียนรอบหน้าคงจะตั้งสติ คิดตาม แล้วค่อยเขียนมากกว่านี้ ลองจินตนาการตัวเองเป็นคนอ่านตลอด แล้วดูว่ามันเข้าใจรึยัง

อ่ะพอผ่านกิจกรรมนี้เราก็ได้คำตอบแล้วนั่นเองว่า
手際よく説明するには、相手の気持ちになること!
หรือก็คือ แนวคิดเรื่อง「共感」 ที่เรียนไปในห้องนั่นเอง

อ่ะ มาถึงช่วงสรุปประจำสัปดาห์

共感 – Empathy เป็นคุณสมบัติที่ควรมีเพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์ และเป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกว่า มันช่างเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวแต่เรามักจะมองข้ามเสียเหลือเกินนน เรียกได้ว่าเป็น passive skill ที่ทุกคนต้องมีอ่ะ
ตำหนิเขายังไงให้ไม่ทำร้ายจิตใจเกินไปและกระตุ้นให้เขาปรับปรุงตัว
บอกทางยังไงให้เข้าใจง่าย
เล่าเรื่องยังไงให้รู้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร

โหหหห เรียกได้ว่า ทุกอย่างต้องอาศัย 共感 หมดอ่ะ

เรียน APP JP LING จบไป ไม่รู้หรอกนะ จะจำทฤษฎีภาษาศาสตร์อะไรได้บ้าง
แต่ ณ ตอนนี้ก็ตั้งใจว่าจะ input เรื่อง 共感 นี้ไว้ในใจทำให้มันเป็น passive skill ของเราให้ได้ ไม่ว่าจะเขียนหรือพูดภาษาไหนกับใคร
และแบบฝึกหัดต่อจากนี้ก็จะพยายามให้มี 共感 ให้มากที่สุด ให้เข้าใจง่ายที่สุดดด
ดังนั้น ฝากทุกท่านคอยเฝ้าดูและคอมเม้นแบบฝึกหัดต่อจากนี้ของเราด้วยน้าาา

必ず自分のものにしてみせるから、見守ってください

カントー
2月16日