インプット仮説
หรือ Input Hypothesis คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการ เรียนรู้ภาษาที่ 2 หรือในวิชานี้มักจะใช้คำว่า Second-Language Acquisition (SLA) มากกว่า
ทฤษฎีนี้ถูกเสนอขึ้นโดยนักภาษาศาสตร์นามว่า Stephen Krashen
ตั้งแต่ปี 1970 นู่นนนน (ของเขาคงดีจริงๆ ไม่งั้นมันก็คงเลือนหายสลายไปตามการเวลาแล้ว)
ตามความเข้าใจของเรา ณ ตอนนี้ ทฤษฎีนี้จะเน้นการใส่ข้อมูล ตามชื่อมันนี่แหละ แต่ไม่ใช่สักแต่ว่ายัดๆๆๆ เขาบอกว่าข้อมูลที่ดีควรจะมีลักษณะ 3 ประการ
คือ
1. มีปริมาณมาก น่าจะเพื่อให้มีตัวเปรียบเทียบ และคลังสำหรับผลิตคำหรือประโยคเองเมื่อเราเข้าใจหลักการของภาษานั้นๆ
2. สามารถทำความเข้าใจได้ หรือก็คือมีคำอธิบายว่าทำไมตัวนี้ต้องเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เป็นแบบนั้น บลาๆๆ สำหรับเรา ข้อนี้น่าจะเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาสังเคราะห์ใหม่จนเกิดเป็นความเข้าใจในแบบของตัวเอง แล้วเมื่อเข้าใจเขาก็จะสามารถสร้างประโยคได้ด้วยตัวเอง (ซึ่งเกี่ยวโยงกับ ข้อ1 ว่าทำไมต้องมีปริมาณมากนั่นเอง)
3. i+1 อาจารย์บอกว่า ข้อนี้สำคัญที่สุด มันเป็นเหมือนการท้าทายขีดจำกัดของผู้เรียน ในระดับที่กำลังดี คือถ้าให้เขาทำอะไรซ้ำๆมากไปเขาก็ไม่ได้พัฒนา หรือให้ทำอะไรที่ยากเกินความเข้าใจ ณ ตอนนั้น แน่นอนเขาตามเราไม่ทันแน่ ดังนั้น อิมเมจในหัวตอนนี้ มันเหมือนการเล่นกล้ามเลย ต้องค่อยๆปรับน้ำหนักและจำนวนเซ็ตที่เล่นไปทีละนิดๆ ให้ร่างกายปรับตามได้ แล้วค่อยเพิ่มมันเข้าไปอีก
อ่ะ แล้วไงล่ะ インプット仮説 มันทำไม
มันก็เจ๋งดีน่ะสิ!!!! แล้วพอได้ยินว่ามันเป็นอีกแนวทางที่ทำให้เราเรียนรู้ภาษาที่สองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับที่ได้ดูคลิปตัวอย่างการสอนด้วย Total Physical Response (TPR) ซึ่งเป็นอีกทฤษฎีนึงที่นิยมนำมาใช้ เพื่อให้ร่างกายเป็นตัวช่วยจำมากกว่าแค่สมอง
เราก็คิดว่า เออ มันดูเหมาะกับเด็กเล็กเนอะ
แล้ว ทันใดนั้น!!!
เราก็นึกขึ้นได้ว่าเราเองก็มีประสบการณ์ที่คล้ายๆกันนี่หว่าา
ตอนที่ไปค่ายสอนที่ จ.ตาก เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เองด้วย
ขอเล่าย้อนไปว่า ตอนนั้นเราไปสอนภาษาไทยให้เด็ก ป.1 โดยที่หนูๆเหล่านั้นเป็นคนไทยแหละ แต่ภาษาแม่ของหนูๆคือภาษากะเหรี่ยง (เอาแบบเป๊ะๆคือ ปกากะญอ)
ซึ่ง มันเป็นภาษาที่ใกล้เคียงภาษาไทยแหละนะ แต่มันก็ไม่ใช่ภาษาไทย
คือในภาษาของน้องๆ มันไม่มีตัวสะกดอ่ะ คำว่า กัด-กับ-กัก สำหรับน้องคือไม่ต่างกัน ไม่มีสระสั้นยาวด้วย แล้วฉันจะไปสอนให้หนูๆเหล่านี้ เข้าใจภาษาไทยยังงายย
ตอนนั้น ภาษาศาสตร์ประยุกต์ก็ยังไม่ได้เรียนเนอะ ภาษาศาสตร์ภาษาไทยนี่ไม่ต้องพูดถึง เอาล่ะ ทำไงล่ะ
ตอนนั้นคิดแค่ว่า ต้องให้น้องๆเข้าใจให้ได้ก่อนว่า ภาษาไทยมีธรรมชาติยังไง พูดง่ายกว่านั้นก็คือ ประกอบด้วยอะไรบ้าง (พยัญชนะ-สระ-วรรณยุกต์-ตัวสะกด)
สอนจันทร์ถึงศุกร์ 5 วัน วันนึงมีเวลาสอน 120 นาที เรายอมเสียเวลา 30 นาทีแรกทุกวัน ไปกับการท่องพยัญชนะต้น กับสระวนไป จากนั้นเรียกหนูๆออกมาลองให้ผสมคำเรียงคน ให้ตอบเสียงดังๆด้วยนะ ให้ปากมันจำวิธีออกเสียงไรงี้
พอไปถึงเรื่องตัวสะกด เราก็เตรียมกระดาษที่เขียนคำง่ายๆไป เช่น ขาว สาย กิน ไรงี้ แล้วเขียนตัวสะกดด้วยสีแดง เพื่อให้น้องรู้ว่าเราเน้นตรงนี้อยู่
ชี้ไปทีละคำให้หนูๆอ่านตาม แกล้งปิดตัวสะกดถามว่า ออกเสียงได้ไหม อ่านว่ายังไง แล้วแกล้งไปปิดพยัญชนะต้น หรือ สระ ถามคำถามเดิม
(wordpressขี้งก ไม่ให้อัพวิดีโอ เลยต้องลงยูทูปแล้วแปะ เศร้าาาา เราตั้งใจสอนจริงๆนะ)
เราไม่แน่ใจว่ามันได้ผลมากไหม แต่สำหรับตอนนั้น รู้สึกว่าในเวลาเพียง 5 วันที่เราได้ไปสอนน้องๆ ตอนวันพฤหัส หรือ ศุกร์ น้องสามารถตอบได้ว่า ถ้าเราปิดสระ หรือ พยัญชนะต้น เราจะออกเสียงคำไม่ได้ แต่ถ้าปิดแค่ วรรณยุกต์หรือตัวสะกด มันยังออกเสียงได้ แต่เป็นอีกเสียง เราก็พอใจแล้ว เพราะแปลว่าน้องรู้ว่า มันประกอบด้วย 4 ส่วน และ ส่วนที่ต้องมีตลอดคือ พยัญชนะต้นกับสระ
นี่แหละ แล้วพอเอามารวมกับสิ่งที่เรียนวันนี้ เราเลยรู้สึกว่า เอ๊ะ เราก็ทำคล้ายๆทฤษฎี インプット仮説 ไปแบบไม่รู้ตัวนี่หว่า อาจจะไม่ได้ใส่ข้อมูลปริมาณมากให้น้องๆ แต่ก็มีการเน้นให้เด่น (インプット強化) เลือกเนื้อหาที่เหมาะกับผู้เรียน (พื้นฐานของภาษาไทย) แล้วก็ได้ใช้ i+1 กับบางคน เช่น เราสอนแค่ จ-อา-จา แต่เราลองเพิ่มตัวสะกดทั้งๆที่ไม่เคยให้ทำ น้องก็ทำได้
(ได้โปรดให้อภัยความกากของวิดีโอ (´;ω;`)ウゥゥ)
ก็เลยทำให้เราคิดว่า เออแฮะ เจ้า インプット仮説 นี่มันใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วก็ดูจะเอามาปรับใช้ได้จริงและง่ายดี สิ่งที่คิดตอนนี้คือ ถ้ามีโอกาสอยากจะกลับไปที่โรงเรียนนั้นอีก คราวนี้พก インプット仮説 เป็นคู่มือใส่กระเป๋าไปด้วย แล้วลองสังเกตว่ามันช่วยให้น้องๆเข้าใจได้ง่ายขึ้นกว่าการอธิบายที่เคยทำไปมั้ย แต่ถ้าได้ไปอีกรอบจริงๆ ก็จะทำการบ้านเรื่องภาษาไทยไปเยอะๆด้วย ให้น้องๆได้ประโยชน์สูงสุด เย่ะะะะ
「インプット仮説」をもっと理解すれば、
第二言語が上手になれる気がする
カントー
2月12日

