第三章:インプット仮説

第三章:インプット仮説

インプット仮説

หรือ Input Hypothesis คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการ เรียนรู้ภาษาที่ 2 หรือในวิชานี้มักจะใช้คำว่า Second-Language Acquisition (SLA) มากกว่า
ทฤษฎีนี้ถูกเสนอขึ้นโดยนักภาษาศาสตร์นามว่า Stephen Krashen
ตั้งแต่ปี 1970 นู่นนนน (ของเขาคงดีจริงๆ ไม่งั้นมันก็คงเลือนหายสลายไปตามการเวลาแล้ว)
ตามความเข้าใจของเรา ณ ตอนนี้ ทฤษฎีนี้จะเน้นการใส่ข้อมูล ตามชื่อมันนี่แหละ แต่ไม่ใช่สักแต่ว่ายัดๆๆๆ เขาบอกว่าข้อมูลที่ดีควรจะมีลักษณะ 3 ประการ
คือ

1. มีปริมาณมาก น่าจะเพื่อให้มีตัวเปรียบเทียบ และคลังสำหรับผลิตคำหรือประโยคเองเมื่อเราเข้าใจหลักการของภาษานั้นๆ
2. สามารถทำความเข้าใจได้ หรือก็คือมีคำอธิบายว่าทำไมตัวนี้ต้องเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เป็นแบบนั้น บลาๆๆ สำหรับเรา ข้อนี้น่าจะเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาสังเคราะห์ใหม่จนเกิดเป็นความเข้าใจในแบบของตัวเอง แล้วเมื่อเข้าใจเขาก็จะสามารถสร้างประโยคได้ด้วยตัวเอง (ซึ่งเกี่ยวโยงกับ ข้อ1 ว่าทำไมต้องมีปริมาณมากนั่นเอง)
3. i+1 อาจารย์บอกว่า ข้อนี้สำคัญที่สุด มันเป็นเหมือนการท้าทายขีดจำกัดของผู้เรียน ในระดับที่กำลังดี คือถ้าให้เขาทำอะไรซ้ำๆมากไปเขาก็ไม่ได้พัฒนา หรือให้ทำอะไรที่ยากเกินความเข้าใจ ณ ตอนนั้น แน่นอนเขาตามเราไม่ทันแน่ ดังนั้น อิมเมจในหัวตอนนี้ มันเหมือนการเล่นกล้ามเลย ต้องค่อยๆปรับน้ำหนักและจำนวนเซ็ตที่เล่นไปทีละนิดๆ ให้ร่างกายปรับตามได้ แล้วค่อยเพิ่มมันเข้าไปอีก

อ่ะ แล้วไงล่ะ インプット仮説 มันทำไม

มันก็เจ๋งดีน่ะสิ!!!! แล้วพอได้ยินว่ามันเป็นอีกแนวทางที่ทำให้เราเรียนรู้ภาษาที่สองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับที่ได้ดูคลิปตัวอย่างการสอนด้วย Total Physical Response (TPR) ซึ่งเป็นอีกทฤษฎีนึงที่นิยมนำมาใช้ เพื่อให้ร่างกายเป็นตัวช่วยจำมากกว่าแค่สมอง
เราก็คิดว่า เออ มันดูเหมาะกับเด็กเล็กเนอะ

แล้ว ทันใดนั้น!!!
เราก็นึกขึ้นได้ว่าเราเองก็มีประสบการณ์ที่คล้ายๆกันนี่หว่าา
ตอนที่ไปค่ายสอนที่ จ.ตาก เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เองด้วย

ขอเล่าย้อนไปว่า ตอนนั้นเราไปสอนภาษาไทยให้เด็ก ป.1 โดยที่หนูๆเหล่านั้นเป็นคนไทยแหละ แต่ภาษาแม่ของหนูๆคือภาษากะเหรี่ยง (เอาแบบเป๊ะๆคือ ปกากะญอ)
ซึ่ง มันเป็นภาษาที่ใกล้เคียงภาษาไทยแหละนะ แต่มันก็ไม่ใช่ภาษาไทย
คือในภาษาของน้องๆ มันไม่มีตัวสะกดอ่ะ คำว่า กัด-กับ-กัก สำหรับน้องคือไม่ต่างกัน ไม่มีสระสั้นยาวด้วย แล้วฉันจะไปสอนให้หนูๆเหล่านี้ เข้าใจภาษาไทยยังงายย

ตอนนั้น ภาษาศาสตร์ประยุกต์ก็ยังไม่ได้เรียนเนอะ ภาษาศาสตร์ภาษาไทยนี่ไม่ต้องพูดถึง เอาล่ะ ทำไงล่ะ

ตอนนั้นคิดแค่ว่า ต้องให้น้องๆเข้าใจให้ได้ก่อนว่า ภาษาไทยมีธรรมชาติยังไง พูดง่ายกว่านั้นก็คือ ประกอบด้วยอะไรบ้าง (พยัญชนะ-สระ-วรรณยุกต์-ตัวสะกด)
สอนจันทร์ถึงศุกร์ 5 วัน วันนึงมีเวลาสอน 120 นาที เรายอมเสียเวลา 30 นาทีแรกทุกวัน ไปกับการท่องพยัญชนะต้น กับสระวนไป จากนั้นเรียกหนูๆออกมาลองให้ผสมคำเรียงคน ให้ตอบเสียงดังๆด้วยนะ ให้ปากมันจำวิธีออกเสียงไรงี้
พอไปถึงเรื่องตัวสะกด เราก็เตรียมกระดาษที่เขียนคำง่ายๆไป เช่น ขาว สาย กิน ไรงี้ แล้วเขียนตัวสะกดด้วยสีแดง เพื่อให้น้องรู้ว่าเราเน้นตรงนี้อยู่
ชี้ไปทีละคำให้หนูๆอ่านตาม แกล้งปิดตัวสะกดถามว่า ออกเสียงได้ไหม อ่านว่ายังไง แล้วแกล้งไปปิดพยัญชนะต้น หรือ สระ ถามคำถามเดิม

(wordpressขี้งก ไม่ให้อัพวิดีโอ เลยต้องลงยูทูปแล้วแปะ เศร้าาาา เราตั้งใจสอนจริงๆนะ)

เราไม่แน่ใจว่ามันได้ผลมากไหม แต่สำหรับตอนนั้น รู้สึกว่าในเวลาเพียง 5 วันที่เราได้ไปสอนน้องๆ ตอนวันพฤหัส หรือ ศุกร์ น้องสามารถตอบได้ว่า ถ้าเราปิดสระ หรือ พยัญชนะต้น เราจะออกเสียงคำไม่ได้ แต่ถ้าปิดแค่ วรรณยุกต์หรือตัวสะกด มันยังออกเสียงได้ แต่เป็นอีกเสียง เราก็พอใจแล้ว เพราะแปลว่าน้องรู้ว่า มันประกอบด้วย 4 ส่วน และ ส่วนที่ต้องมีตลอดคือ พยัญชนะต้นกับสระ

นี่แหละ แล้วพอเอามารวมกับสิ่งที่เรียนวันนี้ เราเลยรู้สึกว่า เอ๊ะ เราก็ทำคล้ายๆทฤษฎี インプット仮説 ไปแบบไม่รู้ตัวนี่หว่า อาจจะไม่ได้ใส่ข้อมูลปริมาณมากให้น้องๆ แต่ก็มีการเน้นให้เด่น (インプット強化) เลือกเนื้อหาที่เหมาะกับผู้เรียน (พื้นฐานของภาษาไทย) แล้วก็ได้ใช้ i+1 กับบางคน เช่น เราสอนแค่ จ-อา-จา แต่เราลองเพิ่มตัวสะกดทั้งๆที่ไม่เคยให้ทำ น้องก็ทำได้

(ได้โปรดให้อภัยความกากของวิดีโอ (´;ω;`)ウゥゥ)

ก็เลยทำให้เราคิดว่า เออแฮะ เจ้า インプット仮説 นี่มันใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วก็ดูจะเอามาปรับใช้ได้จริงและง่ายดี สิ่งที่คิดตอนนี้คือ ถ้ามีโอกาสอยากจะกลับไปที่โรงเรียนนั้นอีก คราวนี้พก インプット仮説 เป็นคู่มือใส่กระเป๋าไปด้วย แล้วลองสังเกตว่ามันช่วยให้น้องๆเข้าใจได้ง่ายขึ้นกว่าการอธิบายที่เคยทำไปมั้ย แต่ถ้าได้ไปอีกรอบจริงๆ ก็จะทำการบ้านเรื่องภาษาไทยไปเยอะๆด้วย ให้น้องๆได้ประโยชน์สูงสุด เย่ะะะะ

「インプット仮説」をもっと理解すれば、
第二言語が上手になれる気がする

カントー
2月12日

第二章:頑張ったこと

第二章:頑張ったこと

ทุกครั้งที่เราต้องเขียนประโยคเป็นภาษาต่างประเทศ ทุกคนมีขั้นตอนการคิดยังไงกันบ้างนะ
แน่นอนว่ามนุษย์เราน่าจะต่างจาก google translate ที่แค่หยิบข้อมูลในคลังมาแทนค่า
เช่นประโยคว่า

“เขาชอบมาสาย”

ไหนๆๆ ลองมาเดากันดีกว่า ถ้าเราเอาประโยคประมาณนี้ไปให้ google แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นจะได้ออกมาประมาณไหน
.
.
ได้คำตอบในใจกันแล้วใช่ไหม ลองมาดูคำตอบจากอากู๋กันน


ตรงตามที่คิดกันไหมเอ่ยย เย่ะะ ปรบมือๆๆ

แต่ไม่ใช่เนอะ ถึงจะแปลออกมาถูกเป๊ะทุกคำ ขนาดเอาคำว่า ชอบ ไปไว้หลังสุดให้โครงสร้างภาษาญี่ปุ่น แต่ 母語者 อย่างเราๆ ก็รู้ดีว่าความหมายมันยังไม่ตรงตามที่เราต้องการ
มันควรจะเป็นอารมณ์ประมาณ

「彼はよく遅刻する」「彼はいつも遅刻する」

เนอะ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การแปลงสารจากภาษานึงไปอีกภาษานึง
ไม่ใช่การแปลงแบบ A > B เสมอไป เราอาจจะต้องใช้วิธีคิดแบบภาษานั้นเพื่อให้เกิดความถูกต้องมากขึ้น

อ่ะ เกริ่นมาตั้งนาน ขออนุญาตเข้าเรื่องเลยแล้วกัน

ประเด็นก็คือ จากการบ้านและกิจกรรมในห้องครั้งที่ผ่านมา (28ม.ค.) ทำให้เรากลับมาย้อนคิดว่า เราเรียนภาษาญี่ปุ่นมากันจนรู้ศัพท์เป็นพันเป็นหมื่น (เว่อมั้ย เออเว่อ) อ่านพารากราฟได้คล่องขึ้นไวขึ้น แต่เราสามารถแปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นภาษาไทยที่สละสลวย
(กล่าวคือฟังแล้วลื่นหู เข้าใจได้โดยง่ายว่า ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไรอย่างไร)
เพื่อให้คนไทยด้วยกันเข้าใจได้แล้วหรือไม่
และในทางกลับกัน เราสามารถเขียนอะไรสักอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น แบบที่มีระบบความคิดแบบไทยปะปนได้น้อยที่สุดหรือยัง

ดูเป็นอะไรที่ท้าทายอยู่มากทีเดียวสำหรับเรา
เอาแค่จากการบ้านรอบที่ผ่านมา เราอยากเขียนประโยคว่า “กลัวความผิดพลาด”
ซึ่งในหัวคือ มี 2หน่วยคำคือ กลัว + ความผิดพลาด ก็แปลงมันเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบ A > B
ในหัวทันใด ปุ๊ปปั๊ป! 「失敗怖くて」หน่อวววว ไงล่ะ เป๊ะๆ คำไทยเป็นไง คำญี่ปุ่นเป็นงั้น

ปรากฎ!!! อาจารย์คอมเม้นว่าเป็น 「失敗するのが怖れて」น่าจะดีกว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจริงๆแล้วเราเรียนสิ่งนี้มาแล้วแต่แค่ลืมไปหรือเปล่า(てへ ♥) อย่างไรก็ตาม จากแผนที่นี้ เราก็ถึงบางอ้อเลยทันที
เออเนอะ คิดตื้นไปจริงๆ การแปลภาษามันจะเป็นแบบ A > B ง่ายๆทุกครั้งได้ไง
จบคณะนี้ไปไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว โดน google กินเรียบ
ไม่ใช่สิ ไม่ได้ด้วย เราเป็นมนุษย์ เป็นผู้สร้างภาษา ควรจะเข้าใจมันได้มากกว่าอากู๋สิ
แต่ละภาษามันสะท้อนวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความคิดของมนุษย์ขนาดนี้เลยนะ
มันสวยงามขนาดนี้เลยนะ ถ้าเราเข้าใจมันได้เพียงระดับเทียบเท่าเครื่องจักรคงจะน่าเศร้าน่าดู

อ่ะ โอเคเข้าใจแล้วว่าเป็น A > B ไม่ได้เสมอไป แล้วเราจะฝึกยังไงดีล่ะ

นั่นสินะ ด้วยความที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่อง การเข้าใจระบบความคิดแบบเขา เข้าใจวัฒนธรรมเขา ดังนั้นง่ายๆเบๆที่สุดที่เราจะทำต่อจากนี้ก็คง เสพสื่อญี่ปุ่นละมั้ง
เสพ เสพ เสพ มันเข้าไป ยิ่งพวกเนื้อหาแหวกแนวอย่างย้อนยุค การแพทย์ กฎหมาย ภาษาแสลง ภาษาวัยรุ่น แทรกมุกตลก เยอะๆน่าจะยิ่งดี
จากนั้นก็ลองแปลงสารไปเรื่อยๆ ลองสวมบทเป็นคนญี่ปุ่นดูแล้วพยายามเขียนสารนั้นออกมาด้วยระบบความคิดญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด

เอาจนกว่าตัวเราเองจะอัพเลเวลจากขั้นแปล A > B ไปเป็นขั้นเหนือกว่านั้น ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่รู้หรอกนะมันคืออะไร เพราะยังปฏิบัติธรรมไปไม่ถึง เอาเป็นว่าเรียกเก๋ๆแบบชั่วคราวว่า
A <-> B ละกัน
จะใช้เวลาเท่าไรไม่รู้ ตอนนี้รู้แต่ว่ายังไม่เบื่อ ยังไม่ท้อก็อยากจะพยายามต่อไปเรื่อยๆ 笑笑

機械ではなく、人間らしくつたえるようになりたいなぁ

カントー
1月30日

第一章:魅力的な自己紹介

第一章:魅力的な自己紹介

「こんにちは、はじめまして。えっと、チティパット プンドントリーも申します。和製外来語…について研究をしています。えっと、ストレス解消のために、えっと運動をするようにしています。えっと、毎週3回くらいはフィスネスに行ってるようにしています。はい、よろしくお願いします。」

อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง กับการแนะนำตัวแบบไม่ได้เตรียมบทมาก่อนของเรา
.
.
อือออ นั่นแหละ มันมีจุดที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้เยอะเหลือเกิน
ลองมาดูกันไปทีละจุดสังเกตที่เราค้นพบเองและที่อาจารย์ชี้เพิ่มให้

เริ่มจากที่เราลอง 文字化 แล้วสังเกตเห็นได้เองก่อนแล้วกัน

1.การใช้ フィラー 
เหมือนจะเป็นวัตถุประสงค์หลักข้อนึงของกิจกรรมนี้เลยก็ว่าได้
กับการลองสังเกตว่าเราใช้ フィラー (คำที่พูดเพื่อนึกคำต่อไป เช่น เอิ่มคือว่า…) อะไรบ้างในความถี่เท่าไร
ซึ่งน่าสนใจมาก ที่ สำหรับครั้งนี้ เรามีเพียงคำว่า えっと คำเดียว (แต่ มาหา4ครั้งถ้วน) ทั้งๆที่ทุกครั้งมันมักจะมี なんか หรือ まー แทรกด้วยอย่างมหาศาล อาจจะเป็นเพราะปริมาณของสิ่งที่พูด และ ลึกๆแล้วเรามีการเลือกใช้คำเหล่านี้โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
เช่น

なんか มักจะปรากฎเมื่อเรากำลังคิดอธิบายเพิ่มเติมให้กับสิง่ที่พูดไปก่อนหน้า

まー เกิดเมื่อเรากำลังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยคก่อนหน้า

「昨日、彼女の様子がちょっとおかしい。なんか、何を聞いてもあまり返事してくれないんだ。
まー多分俺を怒っていただと思うけど。」

ส่วน えっと นั้นจะปรากฎเมื่อเรากำลังคิดคำตอบเกี่ยวกับคำถามใดๆ เช่นจากการลองแนะนำตัวครั้งนี้ ที่อาจารย์มีหัวข้อมาให้ว่า เราต้องตอบคำถามอะไรบ้าง
หรือ
ใช้แบบไม่มีเงื่อนไขอะไร เพียงแค่เอามาคั่นให้รู้ว่านี่คือ ประโยคใหม่ และเพื่อให้เวลาตัวเองเรียบเรียงสิ่งต่อไปที่จะพูดเท่านั้น
เช่น จากประโยคแรกของเรา

えっと、チティパット プンドントリーも申します。」

ไม่น่าจะมีใครต้องคิดว่าตัวเองชื่ออะไรเนอะ 笑笑
จริงๆมันเป็นเรื่องที่เรียนเจอตามบทเรียนไปแล้วแหละ แต่พอได้มาสังเกตเอง
แล้วพบว่า เราใช้ フィラー ตามที่ควรจะเป็นจริงๆมันก็แอบดีใจ
มันเหมือน เออฉันเข้าใจคอนเซ็ปภาษาแดนปลาดิบเพิ่มไปอีกระดับละนะ ไชโย \( ‘ω’)/

2.การเลือกใช้ 表現
เราเผลอใช้ ようにしている ไป 2ครั้งติดกัน ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำว่า อันนี้มันอาจจะแอบไม่เป็นธรรมชาติ เพราะมันให้ความรู้สึกว่า เราตั้งใจพยายามอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ
เห็นด้วยแบบไม่มีข้อโต้แย้งเลยครับ(笑)
จริงๆไม่ได้ตั้งใจจะใช้ติดกัน แต่คิดประโยคไม่ทัน เลยไปเอา 表現 ที่ใช้ไปก่อนหน้ามาใช้อีกรอบนึงล่ะมั้ง ก็จะจำไว้ แล้วครั้งต่อๆไปจะใจเย็นค่อยๆคิดรูปประโยคที่ดีกว่านี้

และหลังจากที่ได้ดูตัวอย่างการแนะนำตัวแบบญี่ปุ่นไปพลาง
ฟังคอมเม้นจากอาจารย์ไปพลาง
ก็ทำให้เราสังเกตเห็นหลายๆอย่างมากขึ้นอีก

1.การเลือกใช้ はじめまして
คำนี้เป็นคำที่เราเรียนกันมาตั้งแต่ก่อนเขียนคันจิได้อีกมั้ง แล้วก็ท่องคำนี้กันมาตลอดว่า เวลาแนะนำตัวต้องมีคำนี้นะ ๆ ๆ ทำให้บางครั้งเราอาจจะลืมดูความหมายของมันไป
ในกิจกรรมครั้งนี้ก็เช่นกัน เราเผลอใช้คำนี้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ทุกคนในห้องก็ไม่ใช่คนที่เพิ่งเจอหน้ากัน เราสามารถเลือกไม่ใช้คำนี้เลยก็ได้

แต่ อันนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องการตีความสถานการณ์ก็ได้นะ
แบบ เรารู้อยู่แล้วแหละ ว่า はじめまして มันควรใช้กับคนเพิ่งพบหน้าเท่านั้น แต่เราตีความกิจกรรมนี้ว่า เป็นการเล่นเป็นคนเพิ่งเจอกันแล้วมาแนะนำตัวกัน ก็เลยใช้คำนี้ออกมา
โฮ่~หน้ากากแก้วไปอี๊กกกกกกก แต่ปัญหานี้แก้ง่ายมาก กิจกรรมต่อๆไป ก็แค่ถามก่อนเริ่มว่า 設定 รอบนี้คืออะไร เพื่อจะได้ตัดประเด็นนี้ทิ้ง  (/・ω・)/

2.เนื้อหาของการแนะนำตัว
ถ้าถามว่าหลังจากดูตัวอย่างไปคิดว่าการแนะนำตัวของเรารอบนี้ตรงตามวัตถุประสงค์กี่เปอร์เซ็น
คงต้องตอบว่า 60%เท่านั้น เพราะเราคิดแต่ว่าต้องพูดหัวข้อให้ครบ แต่ลืมคิดถึงผู้ฟังและเป้าหมายที่แท้จริงของการแนะนำตัวไป

กล่าวคือ มันคือการทำให้ผู้ฟังจำเราได้ ซึ่งไม่ว่าจะอ่านการแนะนำตัวของตัวเองใหม่กี่รอบ มันก็ไม่ได้มีคามน่าจดจำอะไรเลย
ในจุดนี้หลังจากพูดคุยกันในห้องก็ได้คำตอบว่า สิ่งที่จะทำให้น่าจดจำมากขึ้นก็คือ การใส่เรื่องราวลงไปในการแนะนำตัวด้วย
เช่น ในตัวอย่างมีคนนึงเขาเล่าว่า

เขาแก้เครียดโดยการร้องเพลง แต่เพราะมีลูกแล้วทำให้ไปคาราโอเกะไม่ค่อยได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เขามีเวทีสุดเจ๋งที่เรียกว่าห้องอาบน้ำอยู่แล้ว

เนี่ยยย อะไรเรียบง่ายๆแบบนี้ แต่มันทำให้เราจำได้ว่า อ๋อ คนที่ชอบร้องเพลงในห้องน้ำ
โหหห อยากใส่episodeลงไปได้อย่างเป็นธรรมชาติบ้างจัง

ที่ชอบที่สุดจากกิจกรรมของสัปดาห์นี้คือ

สิ่งต่างๆที่เราสังเกตเห็นในครั้งนี้ มันไม่ได้ใช้ได้แค่กับภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นอ่ะ
เราเชื่อว่ามันเป็นเทคนิกเล็กๆน้อยๆที่สำคัญที่สามารถเอาไปแทรกได้ในทุกภาษา
และไม่ใช่แค่กับการแนะนำตัวเท่านั้นด้วย
มันดูสามารถขยายไปเป็นเรื่อง การพูดให้น่าฟังได้อ่ะ ซึ่งสำหรับเรา คนที่มีคุณสมบัตินี้
เท่โคตรๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร มันเป็นเสน่ห์นะ การที่คุณดึงดูดให้ผู้ฟังอยู่กับคุณได้ ให้เขาจำคุณได้อ่ะ

ก็หวังว่าสักวันตัวเราเองก็จะสามารถสังเกตเห็นอะไรได้มากขึ้น และนำมาปรับปรุงให้ ตัวเองเป็นคนที่มีวาทศิลป์เช่นนั้นได้ในอนาคตเนอะ (笑)

もっと、もっと頑張らなきゃ!

カントー
1月26日

序詞:ブロックを始めました

序詞:ブロックを始めました

「男もすなる日記というものを女もかいてみんとてするなり」

ก็ด้วยความที่เป็นโพสแรกของ Blog ก็เขียน 序詞 (ใช่มะ ใช่เนอะ อืม) ไว้หน่อยละกัน

“Blog นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา APPLIED JAPANESE LINGUISTIC ของเอกภาษาญี่ปุ่น คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำเพื่อบันทึกพัฒนาการและประเมินความสามารถของนิสิต”

อ่ะ สาระมีแค่นี้

จริงๆแล้วไม่ค่อยถนัดงานประเภทนี้นัก เพราะเขียนภาษาสละสลวยไม่เป็น แถมยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถมาสังเกตความแตกต่างของภาษา หรือ ความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้เท่าที่ควรด้วย

แต่ด้วยว่าเรารักและชอบภาษาศาสตร์(พอประมาณ)และอยากเรียนวิชานี้มากกๆๆๆๆๆ จึงต้องพยายามเนอะ

ยังไงก็หากมีข้อผิดพลาดใดๆก็ขอให้ทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านเล่น ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด 

ช่วยกันชี้แนะ ชี้นำ ชี้โพลง ชี้ทางสว่างแก่เราด้วยแล้วกัน

ตั้งใจจะเขียนอัพเดททุกสัปดาห์ตามวัตถุประสงค์ของวิชา แต่จะสามารถทำได้หรือไม่นั้น น่าจะเป็นเรื่องของอนาคตต่อไป

まあ、色々大変な二学期だと思いますが、
よろしくお願いします。

カントー
1月24日